มันเทศเนื้อสีม่วง กินแก้แสบตา ตาแห้ง เจ็บตา ตามัว และช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ


ปลายฝนต้นหนาว ความชื้นกระทบแห้งและลมเหนือที่กำลังพัดเอาความเย็นเข้ามา ช่วงนี้มีคนป่วยเป็นไข้หวัดกันมากครับ

เคยกล่าวไปแล้วครั้งก่อนๆ ว่าช่วงนี้ใครที่รู้สึกไม่สบายต้องรีบหา

"ยาจันทลีลา"

มาทานครับ หากอาการเริ่มๆจะเป็นรับรองว่าไม่เป็นไข้หวัดอย่างแน่นอนหรือหากเป็นก็ไม่หนักมาก รักษาง่าย

(ยาจันทลีลามีส่วนผสมของ ลูกกระดอมที่สกปรกมากๆ เลือกซื้อที่สะอาดและไว้ใจได้)

แต่ยังมีอีกโรคที่มาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงของฤดูนี้คือ อาการแสบตาจากโรคลมตามเส้น?

เข้าสู่ฤดูช่วงต่อไข้เพื่อลม จะมีอาการเจ็บตา ตามัว จากเส้นประธาน 10 คือเส้นสหัสรังสีและเส้นทวารี ลองสังเกตตัวเองนะครับ ว่าช่วงนี้ท่านจะแสบตา เคืองตามากกว่าปรกติ หรือมีอาการร่วมกับคอแห้ง ลมออกจมูกร้อนๆหรือไม่?

แนะนำคนไข้หามันสีม่วงมาทานนะครับ ราคาไม่แพงแต่มีประโยชน์มากมาย

มันเทศพันธุ์ที่มีเนื้อสีต่างกันก็มีสารบางชนิดต่างกันด้วย อย่างเนื้อสีเหลืองส้มมีเบตาแคโรทีนสูงมากครับ จึงช่วยบำรุงสายตา เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ลดความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ

ส่วนมันเทศเนื้อสีม่วงจะมีสารแอนโทไซยานิน ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความเสื่อมของเซลล์ ลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ เส้นเลือดในสมองอุดตัน และเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับตา ให้จอรับภาพได้รับเลือดมาเลี้ยงได้ดีขึ้น

เอามาแกงบวดใส่ทั้งสีส้มและสีม่วง ได้ประโยชน์มากๆครับ

..........................................................
ข้อมูลสุขภาพจาก... คลินิก สมุนไพรหมอศุภ การแพทย์แผนไทย

สุดมหัศจรรย์!! แช่ “เท้า” ใน “น้ำยาบ้วนปาก” ไม่คิดว่าจะส่งผลดีต่อร่างกายขนาดนี้ สำคัญยังช่วยรักษาโรคให้อีกด้วย..!!

สุดมหัศจรรย์!! แช่”เท้า” ใน “น้ำยาบ้วนปาก” ไม่คิดว่าจะส่งผลดีต่อร่างกายขนาดนี้ สำคัญยังช่วยรักษาโรคให้อีกด้วย..!!


• แช่เท้าในน้ำยาบ้วนปาก
1. ควรแช่เท้าในน้ำยาบ้วนปากครั้งละ 30 นาทีเป็นประจำ
2. ช่วยกำจัดเชื้อราสะสมในเท้าได้ เพราะน้ำยาบ้วนปากมีประสิทธิภาพจากส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ทำให้รู้สึกเย็นสบายเท้า รู้สึกสะอาดและหมดปัญหากลิ่นเท้าแน่นอน
3. สามารถนำมือแช่ในน้ำยาบ้วนปากได้ เพียงแค่ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 2 นาที เชื้อราที่มือก็จะหมดไป



• ฝ่าเท้าแข็งด้าน
1. นำหัวหอมผ่าเป็นแว่นหนาๆ
2. นำไปแช่ในน้ำส้มสายชู
3. จากนั้นวางลงไปที่ใต้ฝ่าเท้าและสวมถุงเท้าทับ
4. ทำเป็นประจำจะช่วยให้ฝ่าเท้าหายแข็งด้าน



• แผลอักเสบ เชื้อราในซอกนิ้ว 
1. นำกลีบกระเทียมมาวางไว้ในซอกนิ้วก่อนนอน
2. ทำการปล่อยทิ้งไว้จนเช้า
3. ทำเป็นประจำจะช่วยรักษาแผลอักเสบ เชื้อราในซอกนิ้วได้
หลังจากที่ได้อ่านกันแล้ว ใครที่กำลังประสบกับปัญหาเกี่ยวกับเท้าอยู่ละก็ ก็ลองนำวิธีการด้านบนไปปฏิบัติตามได้เลย แถมของที่ใช้รักษาก็สุดแสนจะจัดหาได้ง่ายอีกด้วย



ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!(Like)

จัดเลยค่ะ !! สูตรทำ “น้ำมะระขี้นก” รักษา…เบาหวาน สูตรที่ถูกเปิดเผย!!

จัดเลยค่ะ !! สูตรทำ “น้ำมะระขี้นก” รักษา…เบาหวาน สูตรที่ถูกเปิดเผย!!
ส่วนผสม

  • เนื้อมะระขี้นก 30 กรัม (3 ลูก)
  • ใบเตยหอมตากแห้ง 15 กรัม (1 ช้อนคาว)
  • น้ำต้มสะอาด 200 กรัม (14 ช้อนคาว)
  • เกลือป่น 1 กรัม (5 ช้อนชา)
  • น้ำมะนาว 15 กรัม (ครึ่งลูก)
วิธีทำ

–นำมะระขี้นกล้างให้สะอาด ผ่าซีก แกะเอาเมล็ดออก หั่นเป็นชิ้นยาวๆ บางๆ ตามขวางของผลมะระ

–นำใบเตยหั่นเป็นท่อนสั้นๆ ตากแห้งแล้วคั่วให้เหลืองกรอบ เก็บในขวดปากกว้าง



–เอามะระขี้นก ใบเตยหอมและน้ำใส่ในหม้อต้มให้เดือด หรือถ้าไม่อยากต้ม จะใส่ในถ้วยแก้ว ที้งไว้ 5-10 นาที แล้วนำมาดื่มใด้ไม่ต้องกลัวว่าจะขมเวลาดื่ม เพราะแก้ไขด้วยการเอาใบเตยหอม และน้ำมะนาวมาผสม ช่วยกลบความขมของมะระขี้นกได้ดี

หมายเหตุ : คุณค่าทางอาหาร : มีวิตามินเอสูงมากช่วยบำรุงสายตา

คุณค่าทางยา : น้ำคั้นผลมะระ เมื่อดื่มจะช่วยลดการเกิดต้อกระจกจากเบาหวาน ช่วยเจริญอาหาร ลดน้ำตาลในเลือด ลดไข้ แก้อาการข้ออักเสบ บำรุงน้ำดี



ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!(Like)

แจกสูตร!! ซาลาเปาไส้หมูแดง ทำกินเองก็ได้ ทำขายก็ดี

แจกสูตร!! ซาลาเปาไส้หมูแดง ทำกินเองก็ได้ ทำขายก็ดี


ซาลาเปาไส้หมูแดง แค่ได้ยินชื่อก็หิวขึ้นมาแล้ว หลายคนคงคิดว่าหาซื้อตามร้านสะดวกซื้อ แล้วนำมาเข้าไมโคเวฟอุ่นก็ทานได้แล้ว แต่ทราบหรือไม่ว่า เราสามารถทำซาลาเปาไส้หมูแดงเองได้ที่บ้าน โดยวันนี้เรามีวัตถุดิบที่ใช้ทำซาลาเปาไส้หมูแดง พร้อมขั้นตอนการทำมาบอก

ส่วนผสมที่ใช้ทำซาลาเปาไส้หมูแดง

– หมูเนื้อแดงติดมัน

– ผงพะโล้

– ซีอิ๊วขาว

– ซีอิ๊วดำ

– น้ำตาลทรายขาว

– น้ำมันงา

– น้ำมันหอย

– รากผักชีดำ

– น้ำเปล่า

– แป้งขาวโพด

– น้ำมันพืช

– พริกไทยป่น

– สีผสมอาหารสีส้ม



ขั้นตอนการทำ

– หั่นหมูให้เป็นลูกเต่าเล็กๆ และนำส่วนผสมทั้งหมดใส่ลงไปในหมู ยกเว้น น้ำเปล่า แป้งข้าวโพด และน้ำมันพืช

– คลุกเคล้าให้เข้ากัน นำใส่พาชนะนำพลาสติกคลุมเอาไว้ก่อนใส่ตู้เย็นแช่ไว้ 30 นาที

– ตั้งกระทะตั้งให้ร้อน ใส่น้ำมันพืช แล้วนำหมูที่หมักไว้ออกมา ผัดพอสุก

– ใช้ไฟปานกลาง เติมน้ำเปล่า แล้วเคี่ยวไปเรื่อยๆ จนน้ำเริ่มงวด แต่ไม่ถึงกับแห้ง ลองชิมรสชาติ ปรับตามชอบ

– ละลายแป้งข้าวโพดกับน้ำเปล่า แล้วใส่ลงไปในกระทะที่หมูเริ่มงวด ใส่แค่เหนียวก็พอ นำขึ้นพักไว้

มาถึงขั้นตอนการทำแป้ง

– แป้งเค้ก

– ยีสต์แห้ง

– น้ำตาลทราย

– น้ำเปล่า

ขั้นตอนการทำ

– ร่อนแป้ง ใส่ยีสต์แห้งลงไป คนให้เข้ากัน

– ทำหลุมตรงกลาง เทน้ำเปล่าที่ผสมกับน้ำตาลแล้วเทลงไปในหลุม

– นวดให้เข้ากัน ใช้พลาสติกแรปคลุมไว้ หมักไว้ 1 ชั่วโมง

ส่วนผสมแป้ง dough

– แป้งเค้ก

– ผงฟู

– น้ำเปล่า

– น้ำตาลทราย

– เกลือ

– เนยจืด



วิธีทำ 

– ร่อนแป้ง ผงฟู เกลือ3 ครั้ง ใส่น้ำตาลทรายลงไปผสม

– ทำหลุมตรงกลางใส่น้ำเปล่าลงไป จากนั้นนำแป้งทีหมักเตรียมไว้ใส่ลงมา

– ผสมทั้ง 2 อย่างให้เข้ากันใส่เนยจืดลงไป

– นวดให้เข้ากัน 15นาที

– ตัดแป้งเป็นชิ้น แบ่งแป้งให้เป็นชิ้นกลมๆ ประมาณลูกละ 30 กรัม

– แผ่แป้งให้เป็นแผ่น นำไส้หมูแดงที่เตรียมไว้มาใส่ลงไป

– จับจีบให้ถนัด วางลงในกระดาษไข

– พักแป้งเอาไว้รอให้มันพองตัว  แล้วนำไปนึ่งในซึ้ง ประมาณ 12 นาที ห้ามเปิดฝาระหว่างนึ่ง เป็นอันเสร็จ

สามารถทำทานเองที่บ้านก็ได้ ทำขายก็ได้กำไร ไม่ยากและง่ายจนเกินไป แต่ไม่เกินความสามารถของทุกคนแน่นอน



ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!(Like)

อร่อยเวอร์! “ทูน่าคอร์นสลัด” เมนูสุดชิค! ที่ใครๆก็ทำได้

วัตถุดิบ

  • แครอท
  • ข้าวโพด
  • ถั่วลันเตา แบบแช่แข็ง
  • ทูน่ากระป๋อ
  • สับปะรด (สับเป็นชิ้นพอดีคำ)
  • น้ำสลัดสำเร็จรูป
  • มายองเนส
  • น้ำเชื่อม
  • น้ำมะนาว 



วิธีทำ 

เริ่มจากนำแครอท ข้าวโพด ถั่วลันเตา มาต้มให้สุก

นำน้ำสลัดสำเร็จรูป มายองเนส น้ำเชื่อม น้ำมะนาว ใส่ถ้วยแล้วคนให้เข้ากัน


จากนั้นนำแครอท ถั่วลันเตา สับปะรด ใส่ลงไปในถ้วยใบใหญ่ๆ เทน้ำสลัดลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน

พอเข้ากันแล้วใส่ทูน่าตามหลัง คนอีกครั้งเบาๆ
เพียงเท่านี้เป็นอันเสร็จ สามารถเก็บไว้รับประทานได้ประมาณ 3 วัน (แต่ต้องแช่ไว้ในตู้เย็น)

                                         


เคล็บลับ&เทคนิค

พยายามอย่าใช้ถั่วลันเตาแบบกระป๋องนะคะ เพราะจะทำให้ความอร่อยลดลง
ในเรื่องของน้ำสลัด แนะนำให้ใส่ส่วนผสมไปทีละนิด ชิมรสชาติไปเรื่อยๆว่าชอบแบบไหน อย่าเทโครมลงไปในคราวเดียวนะจ้ะ

เมื่อได้ทูน่าคอร์นสลัดแล้ว แนะนำให้แช่เย็นไว้ก่อนนำมารับประทาน เพื่อเพิ่มความอร่อยให้กับอาหารเมนูนี้ของเรา

 ..................................
ขอบคุณข้อมูลจาก : คุณ "13 Destinations" สมาชิกพันทิป



ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!(Like)

แชร์ไป!! เพื่อใครยังไม่รู้ วิธีไหว้พระภูมิเจ้าที่ในบ้านที่ถูกต้อง..แก้เคล็ดชีวิต เสริมดวงชะตาให้เจริญรุ่งเรือง!

แชร์ไปซิ เพื่อใครยังไม่รู้ วิธีไหว้พระภูมิเจ้าที่ในบ้านที่ถูกต้อง แก้เคล็ดชีวิต เสริมดวงชะตาให้เจริญรุ่งเรือง


สิ่งที่ต้องเตรียม

1.ส้ม 4 ผล เป็นมงคล (ห้ามใช้ส้มโอ หรือส้มโอมือเป็นอันขาด)

2.ข้าวปลาอาหารที่ปรุงแล้ว

3.ขนมหวาน เช่น จับกิมทึ้งแบบจีน หรือ ขนมหวานแบบไทย เช่น ทองหยิบ,ทองหยอด,ขนมจำพวกทองต่างๆ

4.ขนมน้ำดอกไม้ด้วย(ขนมน้ำดอกไม้เป็นเครื่องแสดงการขอขมา)

4.พวงมาลัย เช่น ดาวเรือง หรือเจ็ดสีเจ็ดศอกก็ได้ตามฐานานุรูป

5.ธูป



วิธีการไหว้

1.นำเครื่องไหว้ไปวางหน้าศาลพระภูมิหรือศาลตายาย

2.ทำการจุดธูป

3.จากนั้นสวดพระมนต์ขอขมา ตามบทสวดดังต่อไปนี้ ตั้งนโม 3 จบ และกล่าวตาม ดังนี้ “อิติสุคโต อะระหังพุทโธ นะโมพุทธายะ ปฐวีคงคา พระภุมมะเทวา ขะมามิหัง”

4.หลังจากสวดจบให้อธิษฐานว่าวันนี้ลูกจะทำความสะอาดบ้าน สิ่งใดที่ลูกเคยล่วงเกินพระภูมิเจ้าที่ คุณตาคุณยายก็ขอโทษ สิ่งใดไม่ดีก็ขอให้ไปกับสิ่งสกปรกที่จะทำความสะอาดวันนี้ด้วยเถิดและอธิษฐานขอพรตามปรารถนา

5.จากนั้นปักธูป พอธูปหมดดอกก็เริ่มทำความสะอาดบ้าน

เคล็ดลับในการทำความสะอาดบ้าน

1.เริ่มจากทำความสะอาด ฝาบ้าน เพดาน ตามซอกตามมุม แล้วเอาฝุ่นละอองมารวมกองไว้ที่เดียว

2.ทำการห่อด้วยผ้าขาวให้มิดชิด นำห่อผ้าขาว ไปทิ้งที่บริเวณถังขยะในวัดใดวัดหนึ่ง

3.ทิ้งแล้วห้ามเหลียวหลังดูเป็นอันขาด เป็นเหมือนกับการเอาสิ่งอัปมงคลออกไปจากบ้าน ฉะนั้นห้ามหันไปดูเป็นอันขาด

4.จากนั้นให้เอาน้ำพระพุทธมนต์หน้าพระประธานในบ้าน(ถ้ามี) หรือไปขอน้ำพระพุทธมนต์ตามวัดที่ดังๆ เช่น วัดสุทัศน์ วัดสระเกส วัดอินทรวิหารเป็นต้น หรือ ขอมาจากพระสงฆ์ ที่เรานับถือพรมตามเพดาน ฝาบ้าน และบริเวณบ้านให้ทั่ว ระหว่างพรมให้ตั้งจิตคิดแต่สิ่งดีดีที่เป็นมงคล

5.ห้ามทุกคนในบ้านด่าหรือพูดคำอัปมงคลใส่กัน



6.ในรุ่งเช้าของอีกวันให้ทำการตักบาตร หรือทำสังฆทาน อุทิศส่วนกุศลให้แก่พระภูมิเจ้าที่ เจ้าทางผีบ้านผีเรือน เพื่อให้ท่านเฝ้าปกป้องคุ้มภัยในบ้านให้หมดทุกข์หมดโศก โรคภัยไข้เจ็บจะหาย ครอบครัวเป็นสุข เทวดาคุ้มครองและเมื่ออธิษฐานสิ่งใดภูมิเทวดาท่านจะอนุเคราะห์ สุดความสามารถและ เจ้ากรรมนานเวรได้ยินจะยอมอโหสิกรรมให้ จึงทำแล้วดีทางเมตตา

เคล็ดลับนี้มาจากพระครูวิสารสรจักษ์ หรือ หลวงปู่เงิน กตสาโร วัดเกาะแก้ว เหมาะแก่คนที่กำลังประสพปัญหา ชีวิตไม่ราบรื่น มีอุปสรรค หรือว่าคนในบ้านเจ็บป่วยบ่อย หรือประสบอุบัติเหตุบ่อยๆ

หลังจากที่ได้อ่านกันแล้ว ก็ได้ทราบถึงวิธีที่ถูกต้องในการไหว้พระภูมิเจ้าที่ในบ้าน ขอขมา แก้เคล็ดชีวิต เสริมดวงชะตาให้เจริญรุ่งเรืองกันไปแล้ว ใครที่กำลังประสพกับปัญหาชีวิตอยู่ละก็ ก็ลองนำวิธีการไหว้ด้านบนไปปฏิบัติตามกันได้เลย



ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!(Like)

โคตรง่าย! วิธีแก้โรคอีสุกอีใส สูตรน้ำต้มอาบด้วยใบมะยม ช่วยให้อีสุกอีใสหายไวขึ้น!

โคตรง่าย! วิธีแก้โรคอีสุกอีใส สูตรน้ำต้มอาบด้วยใบมะยม ช่วยให้อีสุกอีใสหายไวขึ้น!
โคตรง่าย! วิธีเเก้โรคอีสุกอีใส สูตรน้ำต้มอาบ ช่วยให้อีสุกอีใสหายไวขึ้น!

ลักษณะอาการของโรคอีสุกอีใส

1. เกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา

2. มีผื่นแดงราบ ตุ่มใส ตุ่มหนอง กระจายตามหน้า ลำตัว และแผ่นหลัง

3. มีไข้ โดยในระยะแรกจะขึ้นเป็นผื่นแดงราบก่อน ต่อมาจะกลายเป็นตุ่มนูน มีน้ำใสๆ และคัน ต่อมาอีก 2-3 วันก็จะตกสะเก็ด

4. ผื่นและตุ่มเหล่านี้จะขึ้นตามไรผมก่อนแล้วกระจายไปตามใบหน้าและลำตัว แผ่นหลัง

5. เด็กที่เป็นจะมีไข้ต่ำ อ่อนเพลียและเบื่ออาหาร

6. ผู้ใหญ่มักจะมีไข้สูง มีอาการปวดเมื่อยตามเนื้อตัวคล้ายไข้หวัด




วิธีแก้โรคอีสุกอีใส

วิธีที่ 1 

1. นำใบมะยมกลางอ่อนกลางแก่ประมาณ 2-3 กำมือ ใส่ในน้ำ 2-3 ลิตร

2. ต้มให้เดือดนาน 20 นาที แล้วยกลงผสมน้ำเย็นให้อุ่นพออาบได้

3. อาบวันละ 3 ครั้ง เช้า กลางวัน เย็น

4. หลังอาบน้ำอาการจะค่อยๆ ทุเลาและหายเป็นปกติใน 3 วัน

วิธีที่ 2

1. นำรากย่านางแบบสดจำนวนขยุ้มมือ มาต้มกับน้ำท่วมยาจนเดือด

2. ดื่มขณะอุ่นวันละครั้ง ครั้งละ 3 ส่วน 4 แก้ว

3. ต้มดื่มเรื่อยๆ ติดต่อกัน 3-5 วัน อาการที่เป็นจะหายได้

วิธีที่ 3 



1. อาบน้ำต้มผักชีจะช่วยให้อีสุกอีใสหายไวขึ้น

2. แม้ว่าความเชื่อนี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์และเผยแผ่ตามหลักวิชาการ

3. สรรพคุณของผักชีคือ เป็นพืชธาตุเย็นที่ช่วยลดอาการผื่นแดง แต่สำหรับการใช้รักษาโรคอีสุกอีใสยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าได้ผลจริง

หลังจากที่ได้อ่านกันแล้ว ก็ได้ทราบถึงวิธีการแก้โรคอีสุกอีใสที่ช่วยให้คุณหายไวขึ้นกันไปแล้ว ซึ่งมีให้เลือกปฏิบัติตามถึง 3 สูตรด้วยกัน ใครสะดวกวิธีไหนก็ลองนำวิธีนั้นไปปฏิบัติตามได้เลย รับรองว่าอีสุกอีใสของคุณจะหายไวขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ



ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!(Like)

จัดเลยว่าเด็ด!! วิธีเพาะเห็ดเข็มทอง ง่ายๆไม่ซับซ้อน ไว้ทานเองที่บ้าน ของดีต้องบอกต่อ!!

ทำเองได้ ง่ายมาก เพาะเห็ดเข็มทองอย่างไร ให้โตแล้วนำไปทานได้จริง


สำหรับใครที่ชอบปลูกพืชผักไว้ทานเองที่บ้าน เรามีวิธีปลูกเห็ดเข็มทองแบบง่ายๆ มาฝาก ซึ่งทำเองที่บ้านได้เลย ไม่ซับซ้อนยุ่งยากใดๆทั้งสิ้น อุปกรณ์ในการทำและขั้นตอนการปลูกเห็ดเข็มทองมีดังต่อไปนี้
อุปกรณ์ที่ใช้



1. เชื้อเห็ดที่จะนำมาเพาะ

2. ขี้เลื่อยผสมรำละเอียด 20% ผสมแกลบ 10% รดน้ำขี้เลื่อยทิ้งไว้จนน้ำที่ซึมออกมามีสีใส

3. ขวดพลาสติกทนความร้อน

ขั้นตอนการเพาะ

1. ควรนำเชื้อเห็ดมาฆ่าเชื้อก่อน แล้วทิ้งขี้เลื่อยให้เย็น

2. ใส่เชื้อเห็ดลงในขวดที่เตรียมไว้

3. นำขวดที่ใส่เชื้อเห็ดไปตั้งในที่อุณหภูมิ 8-12 องศาเซลเซียม เป็นการบ่มเห็ด ใช้เวลา 25-30 วัน เชื้อก็จะเติบโตเต็มขวด



4. เปิดฝาออก แล้วเอาช้อนขุดเอาส่วนหน้าหรือส่วนที่เป็นเชื้อขี้เลื่อยออกให้หน้าเรียบ

5. นำออกไปไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิ 10-15 องศาเซลเซียม ประมาณ 5-10 วัน รักษาเรื่องระดับอุณภูมิให้คงที่ เห็ดก็จะสร้างตุ่มดอก

6. เลี้ยงต่อจนเห็ดโผล่จากขวด ประมาณ 2-3 เซนติเมตร เป็นอันสำเร็จ

การเพาะเห็ดเข็มทองไม่ยากเลย เพียงแต่ต้องดูแลเรื่องเวลาและอุณหภูมิให้อยู่ในช่วงที่กำหนด เพียงเท่านี้ก็จะมีเห็ดเข็มทองไว้ทานเองแล้ว หรือจะนำไปแจกจ่ายเพื่อนบ้านด้วยก็สุขใจทั้งคนให้และคนรับ



ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!(Like)

เคล็ดลับนึ่งปลาให้อร่อย ไม่เหม็นคาว ใช้ได้กับปลาทุกชนิด

ปลา เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโปรตีนสูง เป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย และเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของทารก เด็ก ผู้สูงอายุ รวมถึงผู้ป่วยที่ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ไม่เต็มที่ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเนื้อปลามีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่น้อยกว่าเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ เมื่อเนื้อปลาสุกมันจะแยกออกเป็นชิ้นๆตามมัดของกล้ามเนื้อเกี่ยวพัน ทำให้เนื้อปลานุ่ม และไม่เหนียวเหมือนเนื้อสัตว์อื่นๆ


ซึ่งวิธีการรับประทานเนื้อปลาให้มีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด ก็คือ “การนึ่ง” เพราะคุณจะได้สารอาหารจากเนื้อปลาล้วนๆ ไม่มีน้ำมัน หรือสารอื่นๆที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ทั้งนี้ทั้งนั้น บางคนก็ไม่ชอบรับประทานปลานึ่งด้วยเหตุผลเพราะไม่ชอบที่มัน “เหม็นคาว” และเลือกที่จะหันไปรับประทานปลาทอดที่กรอบอร่อยมากกว่า



แต่วันนี้เราอยากจะเชิญชวนให้คุณหันมาทานปลานึ่งกันให้มากขึ้น เพราะเรามีสูตรการนึ่งปลาไม่ให้เหม็นคาวมาฝาก วิธีการเป็นอย่างไรตามมาดูกันได้เลย

เคล็ดลับการนึ่งปลาไม่ให้คาว
1. เลือกของสด
ปลาที่จะนำมานึ่งควรจะต้องเป็นเนื้อปลาที่สดใหม่ และผ่านการล้างทำความสะอาดอย่างดี โดยวิธีดูว่าเนื้อปลาสดหรือไม่ให้ดูที่


– ตาปลา เปิดโตเต็มที่ ใส ไม่ลึกโบ๋หรือขุ่นเป็นสีเทา
– เกล็ด สีสดใสเป็นมันเงา แบนราบเสมอกัน ไม่แห้งหรือหลุดลอก
– หนัง ควรจะมีเมือกปลาคลุมอยู่ทั่วทั้งตัว และชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา
– เหงือก ต้องมีสีแดงสด ไม่เขียวคล้ำ ครีบปิดสนิท
– เนื้อปลาไม่แข็งทื่อ เมื่อกดจะยืดหยุ่น มีสปริงเด้งกลับ ไม่บุ๋มตามรอยนิ้วมือ

2. ทาเนื้อปลาด้วยน้ำมะนาวและเกลือก่อนนึ่ง
การทาเนื้อปลาด้วยน้ำมะนาวและเกลือก่อนนำไปนึ่ง จะช่วยกำจัดกลิ่นคาวปลาได้เป็นอย่างดี หรือหากไม่สะดวกใช้น้ำมะนาว จะใช้เป็นน้ำส้มสายชูแทนก็ได้ นอกจากนี้ น้ำมะนาวหรือน้ำส้มสายชูที่ผสมรวมกับเกลือ จะช่วยรัดให้เนื้อปลาคงรูป ไม่แตก ไม่เละง่ายๆ ซึ่งมีผลให้เนื้อปลานึ่งน่ารับประทานมากยิ่งขึ้นด้วย


3. ต้องแน่ใจว่าน้ำเดือดจัด
ก่อนจะใส่ปลาลงไปนึ่ง จำเป็นต้องต้มน้ำให้เดือดจัดๆเสียก่อน และขณะนึ่งก็ต้องใช้ไฟแรงให้น้ำเดือดจัดเช่นกัน  เนื่องจากการใช้ไอน้ำที่ร้อนจากน้ำเดือดจะช่วยกำจัดกลิ่นคาวไม่ให้หลงเหลือในเนื้อปลาได้ และในระหว่างนึ่งก็ควรเปิดฝาหม้อให้ไอน้ำออกบ่อยๆ เพราะไอน้ำจะพากลิ่นคาวของปลาออกไปได้



4. ใช้สมุนไพรช่วย
สมุนไพรไทยบางชนิดสามารถช่วยดับกลิ่นคาวของปลาได้ โดยสมุนไพรที่แนะนำ ก็คือ ตะไคร้และหอมแดง ลองใส่สองสิ่งนี้ลงไปขณะนึ่งปลา สมุนไพรจะช่วยดับกลิ่นคาวปลาได้เป็นอย่างดี


หลังจากที่ทราบวิธีการนึ่งปลาไม่ให้คาวกันไปแล้วขอแถมเมนูอร่อยๆ อย่างเมนู “ปลากระพงนึ่งซีอิ้ว” กันสักหน่อย วิธีทำก็ไม่ยากดังต่อไปนี้ค่ะ

ส่วนประกอบ
1. ปลากระพง 1 ตัว
2. ซีอิ้วขาว 3 ช้อนโต๊ะ
3. น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
4. น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ
5. เหล้าจีน 1 ช้อนโต๊ะ
6. ขิงซอย 100 กรัม
7. ต้นหอมหั่นท่อน 3 ต้น
8. พริกชี้ฟ้าแดงหั่นแฉลบ 1 เม็ด



วิธีทำปลากระพงนึ่งซีอิ้ว
1. นำปลามาล้างทำความสะอาด ขอดเกล็ดควักไส้ออกให้เรียบร้อย แล้วบั้งปลาทั้ง 2 ด้าน ใส่จานหรือถาดสำหรับนึ่งพักไว้ก่อน
2. ผสมซีอิ้วขาว, น้ำตาลทราย, น้ำมันงา, เหล้าจีน  ให้เข้ากัน
3. นำส่วนผสมที่ได้ราดไปบนตัวปลา
4. เตรียมขิงซอย, ต้นหอมหั่นท่อน, พริกชี้ฟ้าแดงหั่นแฉลบ โรยบนตัวปลาอีกที
5. ตั้งไฟให้เดือดจัดก่อน   จากนั้นจึงใส่ปลาลงไปในหม้อนึ่ง อย่าลืมใส่ตะไคร้ทุบและหอมแดงลงไปด้วย
6. นึ่งปลาโดยใช้ไฟแรงประมาณ 30 นาทีจนปลาสุก


นอกจากปลากระพง สามารถใช้ปลาอื่นๆ แทนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น ปลาเก๋า ปลาทับทิม หรือปลาอะไรก็ได้ทั้งนั้น ถ้าๆได้สูตรนี้ไปล้ว รับรองว่าอร่อยเด็ด ไม่เหม็นคาวแน่ๆ

................................................
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก paicooker.blogspot.com และ urnurse.net



ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!(Like)

“ผิวหนังช้ำง่าย” สัญญาณเตือนภัยสุขภาพ ไม่แน่นะ! คุณอาจเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบไม่รู้ตัว

ใครมักจะมีปัญหามีรอยฟกช้ำเหมือนมีเลือดออกใต้ผิวหนังค่อนข้างบ่อยบ้างมั๊ยค่ะ? ชนอะไรนิด ชนอะไรหน่อยก็ช้ำแล้ว หรือบางครั้งคุกเข่านานๆก็เกิดเป็นจ้ำเลือดแดงๆม่วงๆใต้ผิวหนังแล้ว การที่เรามีรอยช้ำง่ายขนาดนี้เกี่ยวข้องอะไรกับปัญหาสุขภาพหรือไม่ มาฟังคุณหมอตอบคำถามนี้กันได้เลย

ศ. พญ. อรุณี เจตศรีสุภาพ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์และโลหิตวิทยา ได้ให้คำตอบว่า


อาการเลือดออกใต้ผิวหนัง เกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยสรุปแล้วสามารถเกิดได้จากสาเหตุหลักๆ ดังนี้



1. ความผิดปกติของหลอดเลือด
เช่น หลอดเลือดไม่แข็งแรง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม สาเหตุนี้พบค่อนข้างน้อย และส่วนใหญ่มักเกิดจากการถูกกระแทกอย่างแรงแล้วมีเลือดออก

2. ความผิดปกติของเกล็ดเลือด ได้แก่

–  จำนวนเกล็ดเลือดต่ำ  โดยอาการเลือดออกเนื่องจากเกล็ดเลือดต่ำมักจะเป็นจุดเลือดออก

–  มะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือลิวคีเมีย (Leukemia) คนที่เป็นอาการนี้มักจะมีอาการอื่นๆร่วมด้วย เช่น เหนื่อยเพลีย มีไข้ มีเลือดออก มีอาการปวดตามข้อ เป็นต้น โดยรอยช้ำที่เป็นจ้ำๆ ที่ขยายขนาดใหญ่ขึ้นนั้นเกิดจากการที่เส้นเลือดปริแตกจนมีเลือดออกอยู่ใต้ผิวหนังและไม่ยอมหยุดง่ายๆนั่นเอง

–  ความผิดปกติของการทำงานของเกล็ดเลือด ซึ่งอาจเกิดจากการกินยาบางตัว เช่น แอสไพริน หรืออาจเกิดโดยไม่ทราบสาเหตุที่เรียกว่าAPDE (Acquired platelet dysfunction with eosinophilia) อาการที่ว่านี้พบได้บ่อยในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ โดยมีอาการเลือดออกใต้ผิวหนังอาจจะเป็นๆหายๆนานถึง 2 ปีแต่ในที่สุดก็หายได้


3. ความผิดปกติด้านการแข็งตัวของเลือด สาเหตุอาจเป็นเพราะความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น ในผู้ป่วยโรคฮีโมฟิเลีย ซึ่งจะมีการแข็งตัวของเลือดได้น้อยกว่าปกติ หรือเกิดตามหลังโรคบางโรค เช่น ผลต่อโรคตับวาย โดยลักษณะเลือดออกจากความผิดปกติที่ปัจจัยการแข็งตัวของเลือดจะไม่ใช่เลือดออกที่ผิวหนังตื้นๆ  แต่มักจะมีเลือดออกที่ส่วนผิวหนังลึกๆ และเป็นบริเวณกว้าง

4. เลือดออกเนื่องจากเนื้อเยื่อในชั้นนอกหลอดเลือดอ่อนแอหรือไม่แน่น เช่น
คนแก่ จะมีเลือดออกที่ผิวหนังแล้วเห็นเป็นรอยสีม่วงคล้ำหรือสีน้ำตาลได้ชัดเจน




ดังนั้น การจะรับรู้ได้ว่าแผลช้ำที่เกิดขึ้นเกิดขึ้นเนื่องจากสาเหตุใด คุณจำเป็นต้องดูปัจจัยอื่นๆประกอบด้วย เช่น

– บริเวณที่ผิวหนังมักเกิดรอยช้ำ

– ลักษณะของรอยช้ำที่เกิดขึ้น

– ระยะเวลาที่เกิดรอยช้ำ

– มีอาการเลือดหยุดยาก อาการเหนื่อย อ่อนเพลีย หรืออาการอื่นร่วมด้วยหรือไม่
เป็นต้น



โดยทั่วไปแล้วลองสำรวจดูก่อนว่า คุณพบรอยช้ำตรงบริเวณอื่นที่ไม่ได้ถูกกระแทกด้วยหรือไม่ หากไม่มีเลยและรอยช้ำตรงที่ถูกกระแทกหายหายไปภายใน 1 – 2 สัปดาห์ ก็ถือว่าปกติ และไม่มีอะไรต้องกังวลใจ แต่หากมีจ้ำเลือดเกิดใหม่อีกโดยไม่มีการกระทบกระแทกควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะอาจจะเกิดจากสาเหตุที่กล่าวไปข้างต้นทั้ง 4 ข้อก็เป็นได้

ลองสำรวจตัวเองอยู่เสมอ เพราะหากเกิดความผิดปกติใดๆขึ้นมาจะได้รับการรักษาได้ทันเวลา แล้วโรคที่คุณเป็นอยู่ก็จะไม่น่ากลัวอะไร เพราะโรคทุกโรคย่อมรักษาได้ หากตัวและใจคุณพร้อม

..............................................
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก haamor.com และ talkaboutsex.thaihealth.or.th



ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!(Like)

ผักใบเขียว 5 ชนิดนี้ ช่วยแก้อาการ “ปวดประจำเดือน” ได้ผล 100%

ผักใบเขียว 5 ชนิดนี้ ช่วยแก้อาการ "ปวดประจำเดือน" ได้ผล 100%


• ผักบุ้ง

1. มีแร่ธาตุ และวิตามินที่ช่วยบำรุงเลือด

2. มีสารต้านอนุมูลอิสระ ดังนั้นจึงช่วยลดอาการปวดได้

• ผักปวยเล้ง

1. อุดมไปด้วยแร่ธาตุแมกนีเซียม ซึ่งช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนให้น้อยลง

2. นอกจากนั้นยังให้วิตามิน ธาตุเหล็ก แคลเซียม และโฟเลต ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย



• คะน้า

1. เป็นผักใบเขียวที่มีแมกนีเซียมสูงไม่แพ้ผักปวยเล้ง

2. หาซื้อมาทานได้ง่ายตามท้องตลาด

• ‎ใบตำลึง

1. มีสารต้านอนุมูลอิสระ และสารที่ช่วยลดอาการปวดท้องประจำเดือน

2. นอกจากนี้ยังช่วยบำรุงผิวพรรณอีกด้วย

• กะหล่ำปลี

1. ช่วยลดอาการปวดท้องประจำเดือนได้

2. เพราะกะหล่ำปลีมีสารที่ช่วยปรับฮอร์โมนเอสโตเจน ฮอร์โมนเพศหญิงให้สมดุล



หลังจากที่ได้อ่านกันแล้ว ก็ได้ทราบถึงผักใบเขียว 5 ชนิดที่ช่วยแก้ปวดประจำเดือนกันไปแล้ว ส่วนสาวๆคนไหนที่กำลังประสบกับปัญหาอาการปวดประจำเดือนอยู่ละก็ ก็ลองไปหาซื้อผักตามด้านบนมารับประทานได้เลยควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย รับรองว่าอาการปวดประจำเดือนของสาวๆจะบรรเทาลงได้อย่างแน่นอน



ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!(Like)

แจกสูตรไส้อ่อนย่าง + น้ำจิ้มแจ่ว รสเด็ด ไม่เหนียว เคี้ยวง่าย อร่อยมาก

แจกสูตรไส้อ่อนย่าง + น้ำจิ้มแจ่ว รสเด็ด ไม่เหนียว เคี้ยวง่าย อร่อยมาก


สิ่งที่ต้องเตรียม

1. ไส้อ่อน 350 กรัม

2. รากผักชี 2-3 ราก

3. กระเทียม กลีบเล็ก 1 หัว

4. พริกไทยป่น ½ ช้อนชา

5. ซอสหอยนางรม 2 ½ ช้อนชา

6. ซอสปรุงรส ฝาเขียว 2 ½ ช้อนชา

7. ซีอิ๊วขาว 2 ½ ช้อนชา

8. น้ำตาลทราย ½ ช้อนชา

9. เกลือป่น 1 ช้อนชา

10. ตะไคร้ 1 ต้น หั่นแล้ว บุบให้แตก

11. ใบมะกรูด 2-3 ใบ

12. น้ำเปล่า



วิธีการทำ

1. นำรากผักชี กระเทียม พริกไทยป่น มาโขลกให้ละเอียด เตรียมไว้ก่อน

2. จากนั้นนำไส้อ่อนมาล้างทำความสะอาด โดยขยำไส้อ่อนกับเกลือ แล้วนำไปล้างให้สะอาด 2-3 ครั้ง เสร็จแล้วพักไว้

3. ต้มน้ำเปล่า โดยใส่ตะไคร้ ใบมะกรูดและเกลือลงไปเพื่อดับคาว

4. ทำการต้มน้ำให้เดือดพล่านแล้วนำไส้อ่อนที่เราล้างเตรียมไว้ลงไปต้ม ต้มประมาณ 45 นาที

5. เมื่อไส้อ่อนที่ต้มนิ่มแล้วให้ตักขึ้นมาหั่นเป็นช่อๆ ใส่ชามผสมไว้

6. จากนั้นนำเอารากผักชี กระเทียม พริกไทยป่น ที่เราโขลกไว้ ลงไป ตามด้วยเครื่องปรุงซอสหอยนางรม ซอสปรุงรสฝาเขียว ซีอิ๊วขาว และน้ำตาลทรายลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน

7. ทำการหมักทิ้งไว้ 10-15 นาที

8. จากนั้นนำไส้อ่อน ที่ผ่านการหมักไว้มาย่างให้สุก คอยพลิกกลับด้านเรื่อยๆ ย่างให้ไส้อ่อนเกรียมนิดๆ แล้วหั่นไส้อ่อน เป็นชิ้นๆให้มีขนาดพอดีคำ



9. เพียงเท่านี้ก็พร้อมเสิร์ฟ แต่เดี๋ยวก่อนมีไส้อ่อนย่างแล้วจะขาดน้ำจิ้มแจ่วไปได้อย่างไร ตามมาดูในขั้นตอนต่อไป

สิ่งที่ต้องเตรียม(สำหรับน้ำจิ้มแจ่ว)

1. น้ำมะขามเปียก 3 ช้อนโต๊ะ

2. น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ

3. น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา

4. พริกป่น 2 ช้อนชา

5. ข้าวคั่ว 1 ช้อนโต๊ะ

6. หอมแดงซอย 2-3 หัว

7. ต้อนหอมซอย 1 ต้น

8. ผักชีฝรั่งซอย 1 ต้น



วิธีทำการทำ

1. นำน้ำมะขามเปียก น้ำปลา น้ำตาลทราย ผสมเข้าด้วยกัน

2. จากนั้นคนให้น้ำตาลทรายละลายจนหมด

3. ทำการใส่พริกป่น ข้าวคั่ว หอมแดงซอย ต้นหอมซอยและผักชีฝรั่งซอย ลงไปคนให้เข้ากัน

4. เพียงเท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย พร้อมเสิร์ฟคู่กับไส้อ่อนย่างร้อนๆแล้ว

หลังจากที่ได้อ่านกันแล้ว ก็ได้ทราบถึงสูตรเด็ดวิธีการทำไส้อ่อนย่าง + น้ำจิ้มแจ่ว รสเด็ดกันไปแล้ว ตอนนี้หลายๆคนคงน้ำลายไหลกันไปเป็นที่เรียบร้อย แล้วจะรออะไรอยู่จัดเตรียมวัตถุดิบและทำตามวิธีการทำด้านบนที่สุดแสนจะทำง่ายกันได้เลย รับรองเหนียวนุ่ม กลมกล่อม พอดีคำ



ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!(Like)

คนแก่กินแล้วดี!! ประโยชน์ของมันเทศสีม่วง!! ป้องกันเส้นเลือดอุดตัน กับโรคหัวใจ!! อย่างเหลือเชื่อ!!

คนแก่กินแล้วดี!! ประโยชน์ของมันเทศสีม่วง!! ป้องกันเส้นเลือดอุดตัน กับโรคหัวใจ!! อย่างเหลือเชื่อ!!
ประโยชน์ของมันเทศสีม่วง!! ป้องกันเส้นเลือดอุดตัน กับโรคหัวใจ!! อย่างเหลือเชื่อ!!
ประโยชน์ของมันเทศ

1. มีสารแอนโทไซยานิน Anthocyanin อยู่สูง ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ

2. ช่วยในการชะลอความเสื่อมของเซลล์

3. ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตันได้



4. ช่วยชะลอความเสื่อมของดวงตาและพบว่าสารชนิดนี้ช่วยยับยั้งเชื้ออีโคไลซึ่งเป็นสาเหตุของโรคท้องร่วง

5. ในธรรมชาติผักและผลไม้ที่มีสารแอนโทไซยานินมากมักจะสีม่วง เช่น องุ่นแดง บลูเบอรี่

6. สำหรับพืชหัวจะมีมากในหัวมันเทศเนื้อสีม่วง โดยเฉพาะมันเทศเนื้อสีม่วงจากประเทศญี่ปุ่นได้มีการปรับปรุงสายพันธุ์ให้ได้เนื้อมันเทศที่มีสีม่วงเข้มตลอดทั้งหัว

7. เป็นแหล่งคาโบไฮเดรตชั้นดีที่ให้พลังงานโดยไม่ก่อพิษต่อร่างกายแบบอาหารแปรรูปจากแป้งและน้ำตาลแบบอื่นๆ

8. ส่วนใบและยอดอ่อนของมันเทศ Sweet potato สามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้ และ ยังมีวิตามินเอ วิตามินซี สารอาหารลูทิน Lutein ที่ช่วยบำรุงสายตา

เกร็ดความรู้เพิ่มเติม

1. มันเทศเนื้อสีส้มมีสารเบต้าแคโรทีนสูง ซึ่งช่วยลดอัตราการกลายพันธ์ของเซลล์และทำลายเซลล์มะเร็ง

2. การนำยอดมันเทศมาปรุงอาหารพบว่ามีในประเทศญี่ปุ่น จีน และเกาหลีด้วย



หลังจากที่ได้อ่านกันแล้ว ก็ได้ทราบถึงประโยชน์ของมันเทศสีม่วงที่ช่วยป้องกันเส้นเลือดอุดตันกับโรคหัวใจกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แล้วจะรออะไรอยู่เย็นนี้ไปหามันเทศสีม่วงมารับประทานกันดีกว่า เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเอง แถมห่างไกลโรคเส้นเลือดอุดตันกับโรคหัวใจอีกด้วย



ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!(Like)

วิธีการทำยาตามตำหรับโบราณสำหรับรักษาอาการหอบหืด หลอดลมอักเสบ ไอและโรคปอด

วิธีการทำยาตามตำหรับโบราณสำหรับรักษาอาการหอบหืด หลอดลมอักเสบ ไอและโรคปอด


สิ่งที่ต้องเตรียม

1. หอมแดง ½ กิโลกรัม

2. น้ำตาลทราย ½ กิโลกรัม

3. มะนาวขนาดกลาง 2 ลูก

4. น้ำ 1.5 ลิตร

5. น้ำผึ้ง 7 ช้อนโต๊ะ



วิธีการปรุงยา

1. ทำการต้มน้ำตาลทรายแดงในหม้อขนาดใหญ่ด้วยอุณหภูมิปานกลาง

2. เมื่อได้ที่แล้วให้ใส่หัวหอมสับลงไปแล้วเติมน้ำลงไปหลังจากนั้น

3. ต้มจนกว่ามันจะระเหย จนเหลือเพียง 1 ใน 3 ส่วนของตอนแรก

4. เสร็จแล้วปล่อยให้เย็นลง

5. จากนั้นบีบน้ำมะนาวและใส่น้ำผึ้งลงไป คนให้เข้ากัน

6. ปล่อยทิ้งไว้ 1 คืน แล้วนำไปใส่ไว้ในแก้ว

วิธีทานยา
1. ทานก่อนและหลังอาหารเพียงครั้งละ 1 ช้อน จนกว่าสภาพปอดของคุณจะดีขึ้น

2. แนะนำให้เด็กควรรับประทานยานี้ ก่อนอาหารทุกมื้อ ครั้งละ 1 ช้อนเช่น

หลังจากที่ได้อ่านกันแล้ว ใครที่อยากรักษาอาการหอบหืด หลอดลมอักเสบ ไอและโรคปอด ก็ลองนำวิธีการด้านบนไปปรุงยาตามได้เลยและรับประทานยาตามวิธีการด้านบน หลังจากที่ทานยาอย่างต่อเนื่องแล้วอาการไม่ดีขึ้น แนะนำให้พบแพทย์จะเป็นการดีที่สุด



ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!(Like)

แจกสูตร..วิธีทำ “ไข่ลูกเขย” ครบทุกขั้นตอน!!

สูตรเด็ดเคล็ดไม่ลับกับการทำไข่ลูกเขย


สิ่งที่ต้องเตรียม

1. ไข่ไก่หรือไข่เป็ด 6 ฟอง

2. น้ำมะขามเปียก 3/4 ถ้วยตวง

3. น้ำตาล 1/4 ถ้วยตวง

4. น้ำปลา 1/4 ถ้วยตวง

5. น้ำมัน 1/4 ถ้วยตวง

6. หอมแดงซอยบางๆ 10-15 ลูก

7. ผักชี (สำหรับแต่งหน้าอาหาร)



วิธีการทำ
1. นำไข่ไก่หรือไข่เป็ดมาทำการต้ม จากนั้นให้แกะเปลือกไข่ออกและพักทิ้งไว้

2. ใส่น้ำมันในกระทะ ตั้้งไฟร้อนปานกลาง นำไข่ที่ต้มแล้วลงไปทอดจนผิวเริ่มกรอบและเป็นสีเหลือง เสร็จแล้วนำไข่มาพักทิ้งไว้

3. นำน้ำมันที่เหลือในกระทะ นำไปตั้งไฟ

4. ใส่หอมแดงลงไปทอดจนเหลืองกรอบ (ระวังไหม้) จากนั้นนำออกมาสะเด็ดน้ำมัน

5. นำน้ำมันส่วนที่เหลือจากการทอดไข่และเจียวหอมแดง นำไปตั้งไฟ

6. ใส่น้ำตาล, น้ำมะขามและน้ำปลา ปรุงรสจนได้รสชาติที่เราต้องการ (รสชาติดั้งเดิมจะมีรสหวานและเปรี้ยวพอๆกัน)

7. ทำการหั่นไข่ที่พักทิ้งไว้ในข้อ2 มาจัดเรียงไว้ในจาน

8. จากนั้นราดด้วยน้ำราดที่จัดทำไว้เรียบร้อยแล้ว โรยหน้าด้วยหอมเจียวและผักชี เท่านี้ก็พร้อมเสริฟ


หลังจากที่ได้อ่านกันแล้ว ไม่อยากใช่ไหมละกับการทำไข่ลูกเขยที่แสนอร่อย แถมวิธีการทำก็แสนง่าย แล้วเราจะรออะไรกันอยู่ จัดเตรียมวัตถุดิบและทำตาทวิธีการทำด้านบนกันได้เลย



ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!(Like)

สอนทำลอดช่อง..ละเอียดทุกขั้นตอน!!

สูตรเด็ดเคล็ดไม่ลับกับวิธีการทำลอดช่อง


สิ่งที่ต้องเตรียม
1. แป้งข้าวเจ้า 100 กรัม
2. แป้งเท้ายายม่อม 30 กรัม
3. แป้งซ่าหริ่ม 20 กรัม
4. น้ำปูนใส 450 กรัม
5. น้ำใบเตย 250 กรัม
6. น้ำแข็ง
7. น้ำกะทิ 250 กรัม
8. น้ำตาลปึก 150 กรัม
9. เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
10. เทียนอบ



วิธีการทำ
1. เริ่มจากการทำตัวลอดช่องโดยการนำแป้งข้าวเจ้า, แป้งเท้ายายม่อม, แป้งซ่าหริ่ม มาผสมเข้าด้วยกัน
2. หลังจากนั้นค่อยๆใส่น้ำปูนใสทีละน้อย ขณะเดียวกันก็นวดแป้งให้เข้ากันจนเนียนและเหนียว และค่อยๆใส่น้ำปูนใสจนหมด
3. จากนั้นจึงใส่น้ำ ใบเตย แล้วนำไปตั้งบนไฟร้อนปานกลาง
4. กวนจนแป้งเหนียวและข้นจึงลดไฟลง
5. จากนั้นกวนต่อจนแป้งสุก (แป้งจะมี ลักษณะข้นเหนียว)จึงปิดไฟ
6. จัดเตรียมน้ำเย็นโดยนำน้ำแข็งไปละลายในน้ำจนน้ำเย็นจัด
7. จากนั้นนำส่วนผสมแป้งที่เตรียมไว้ในขั้นตอนที่หนึ่งไปใส่ลงในพิมพ์ลอดช่อง
8. คาอยๆกดให้เป็นเส้นหย่อนลงไปในน้ำเย็นที่เตรียมไว้
9. จากนั้นเริ่มทำน้ำกะทิโดยการนำเอาน้ำตาลปึกผสมกับน้ำกะทิและเกลือป่น
10. จากนั้นนำไปตั้งบนไฟอ่อนๆ ค่อยๆ คนจนน้ำตาลละลายดี จึงปิดไฟ
11. จากนั้นนำไปอบควันเทียนให้หอม
12. ทำการตักเส้นลอดช่องใส่ถ้วย ราดด้วยน้ำกะทิ และน้ำแข็งทุบ สามารถใส่เครื่องเพิ่มเติมได้ตามต้องการ เช่นเผือกนึ่ง, ข้าวเหนียวดำ, อื่น พร้อมเสริฟได้ทันที


หลังจากที่ได้อ่านกันแล้ว คงไม่มีใครอดใจไหวกับขนมหวานอย่างลอดช่อง ยิ่งช่วงนี้เป็นหน้าร้อนคนยิ่งต้องการรับประทานขนมหวาน แล้วจะรออะไรอยู่จัดเตรียมวัตถุดิบและทำตามวิธีการด้านบนกันได้เลย



ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!(Like)

เคล็ดลับทำความสะอาดรองเท้าผ้าใบแบบไม่ต้องซัก…สะอาดเหมือนซื้อใหม่ ไม่เสียทรง

เทรนด์การใส่รองเท้าผ้าใบได้รับความนิยมมากขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชายก็หันมาสวมใส่รองเท้าผ้าใบในชีวิตประจำวันกันมากขึ้น จะใส่ไปเที่ยว ใส่ไปชอปปิ้ง ใส่เดินแบบ ก็เหมาะสมทั้งนั้น เพราะรองเท้าประเภทนี้ใส่แล้วสะดวกสบาย ทะมัดทะแมง แถมยังมีความสวยงามไม่แพ้รองเท้าแบบอื่นๆ แต่ไม่ว่าจะเป็นรองเท้ายี่ห้อไหนๆ ก็ต้องมีวันสกปรกหากใส่อย่างต่อเนื่องยาวนาน ทำให้ผู้ใส่จำเป็นต้องทำความสะอาดมันอยู่เสมอ


แต่เมื่อรองเท้าเลอะขึ้นมาเมื่อไร หลายคนก็เลือกที่จะไม่ซัก เพราะกลัวว่ารูปทรงรองเท้าจะเสีย หรือทำให้สีหรือลวดลายผิดเพี้ยนไป ยิ่งถ้าใช้ผงซักฟอกยิ่งทำร้ายรองเท้าผ้าใบไปใหญ่



วันนี้เราจึงมีทริคทำความสะอาดรองเท้าแบบไม่ต้องซัก ไม่ต้องใช้ผงซักฟอก แต่ได้รองเท้าคู่ใหม่แสนสะอาดมาฝากกัน คุณอยากรู้หรือยังว่าจะต้องเตรียมอุปกรณ์อะไรบ้าง และมีวิธีทำอย่างไรบ้าง ถ้ายังไม่รู้ตามมาดูเลยค่ะ

วัสดุอุปกรณ์ที่ต้องเตรียม
1. แปรงขนนุ่มปัด
2. น้ำยาซักแห้ง หรือ เบกกิ้ง โซดา
3. ฟองน้ำ
4. น้ำอุ่น

วิธีทำความสะอาดรองเท้าผ้าใบแบบไม่ต้องซัก
1. แก้เชือกรองเท้าออกไปก่อน นำไปแช่น้ำยาซักแห้งหรือแยกซักต่างหาก
2. ใช้แปรงขนนุ่มปัดเศษเลอะ ๆ เศษดิน เศษฝุ่น ที่ติดอยู่ตามรองเท้าออกก่อน


3. ละลายน้ำยาซักแห้งเพียงเล็กน้อยลงไปในน้ำอุ่น หรือถ้าไม่มีน้ำยาซักแห้งจะใช้เป็นเบกกิ้งโซดาละลายกับน้ำอุ่นแทนก็ได้
4. ใช้ฟองน้ำหรือแปรงขนนุ่มจุ่มส่วนผสมที่ผสมไว้ แล้วนำมาเช็ดทำความสะอาดรองเท้าในบริเวณที่เลอะเทอะ ทั้งด้านในและด้านนอกรองเท้า
5. ใช้ฟองน้ำสะอาดชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดอีกรอบ เพื่อกำจัดเอาน้ำยาทำความสะอาดออกจนหมด
6. ถ้ายังมีรอยเลอะอยู่ ก็ให้ทำซ้ำขั้นตอน 4-5 อีกครั้ง หรือทำจนกว่าจะสะอาดจนพอใจ
7. นำรองเท้าผ้าใบไปตากแดดให้แห้ง


แนะนำเพิ่มเติม
หากไม่ต้องการให้รองเท้าสกปรกบ่อยๆ ควรสวมถุงเท้าถุงครั้งที่ใส่รองเท้า เนื่องจากเหงื่อที่ออกที่เท้าจะหมักหมมสิ่งสกปรกเอาไว้ข้างในรองเท้า และทำให้รองเท้าเก่าและเหม็นเร็วกว่าเวลาอันควรได้ หากไม่อยากโชว์ถุงเท้าให้หาถุงเท้าที่สวมปิดเฉพาะเท้า ไม่โชว์ออกมานอกรองเท้าก็ได้

เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องซักรองเท้าผ้าใบให้อารมณ์เสียแล้ว ลองนำไปใช้กันดูนะคะ

...............................................
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก cosmenet.in.th



ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!(Like)

สูตรเด็ดเคล็ดไม่ลับกับคอหมูย่างสุดฟินแถมด้วยน้ำจิ้มแจ่วที่สุดแสนจะเข้ากัน

สูตรเด็ดเคล็ดไม่ลับกับคอหมูย่างสุดฟินแถมด้วยน้ำจิ้มแจ่วที่สุดแสนจะเข้ากัน

สิ่งที่ต้องเตรียม

1. .เนื้อสันคอ ชิ้นกลางๆ 1 ชิ้น หรือ 500 กรัม ( เลือกใช้เนื้อหมูส่วนสันคอหมูหรือหมูติดมัน,หมูสันนอก)

2. น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ

3. เกลือ 1 ½ ช้อนชา

4. น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ

5. น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ

6. นมข้นจืด 1/4 ถ้วย

7. พริกไทยเม็ดโขลกละเอียด 1 ช้อนชา

8. กระเทียมสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ

9. ผักชีสับละเอียด 1 ต้น

10. ซีอิ๊วขาว 3 ช้อนโต๊ะ


วิธีการทำ

1. จัดเตรียมเครื่องหมักคอหมู โดยการโขลก กระเทียม รากผักชี พริกไทยเม็ด เกลือ และน้ำตาลทรายให้เข้ากัน จากนั้นตักใส่ถ้วย

2. ทำการแล่หมูเป็นชิ้น หนาพอควร

3. จากนั้นใช้ส้อมจิ้มให้ทั่ว และใส่ส่วนผสมเครื่องหมักทั้งหมดคลุกเคล้าให้เข้ากัน หมักไว้ 2 ชั่วโมง หรือหมักค้างคืน

4. หลังจากนั่นนำเอา คอหมูหมัก ขึ้นย่างด้วยไฟอ่อนจนสุกเหลืองสวยได้กลิ่นหอมของเครื่องหมักแล้ว

5. เมื่อคอหมูย่างสุกแล้ว หั่นสไลซ์บางๆเป็นชิ้นพอดีคำ

6. จากนั้นจัดใส่จานรองด้วยผักกาดหอม หรือ ผักที่ไว้ใช้ตกแต่งจานและทำการโรยหน้าด้วยผักชี และจัดแตงกาย ผักเครื่องเคียงเพียงเท่านี้พร้อมเสิร์ฟ

แต่เดี๋ยวก่อนมีคอหมูย่างแล้ว จะไม่มีน้ำจิ้มแจ่วสูตรอร่อยทานคู่กัน มันก็คงดูแปลกๆใช่ไหมละ วันนี้เราจึงบอกสูตรการทำน้ำจิ้มแจ่วที่ไว้ทานคู่กับคอหมูย่าง มีวิธีการทำอย่างไรบ้าง ตามมาดูกัน



สิ่งที่ต้องเตรียม

1. น้ำมะขามเปียกต้มสุก 1/2 ช้อนโต๊ะ

2. น้ำปลา 1-2 ช้อนโต๊ะ

3. หอมแดงซอย 1 หัว

4. ต้นหอม ผักชีฝรั่งซอย 1 ช้อนชา

5. น้ำมะนาว 1/2 ช้อนชา

6. พริกป่น 1 ช้อนชา

7. ข้าวคั่ว 1-2 ช้อนชา

8. น้ำตาลปี๊บ 1/2 ช้อนชา

วิธีการทำ

1. นำน้ำตาลปิ๊บ น้ำปลา น้ำมะขามต้มสุก ผสมเข้าด้วยกัน

2. จากนั้นลองชิมดูให้ได้รสเค็ม เปรี้ยว หวาน (เผื่อรสเปรี้ยวไว้หน่อยเพราะจะต้องใส่น้ำมะนาวอีก)

3. ทำการใส่พริกป่น ข้าวคั่วคนให้เข้ากัน

4. ใส่หอมแดงซอย ต้นหอม ผักชีฝรั่งซอยคนให้เข้ากันเพียงเท่านี้ก็ได้น้ำจิ้มแจ่วไว้เสิร์ฟพร้อมกับคอหมูย่างสูตรอร่อย

หลังจากที่ได้อ่านกันแล้ว หลายคนคงเกินอาการท้องร้องกันเป็นแถว เพราะคอหมูย่างเป็นอาหารที่ใครๆหลายคนโปรดปราน แล้วจะรออะไรอยู่จัดเตรียมวัตถุดิบและทำตามวิธีการด้านบนได้เลย รับรองฟินกับรสชาติไปอีกนาน



ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!(Like)

ทำอีกแล้ว! ชวนปลูกผักบุ้งจีนในตะกร้าลอยน้ำ ง่ายๆ 20 วันก็เก็บขายได้เลย


แฟนเพจข่าวสดๆ เสิร์ฟจากฟาร์ม บนเฟชบุ๊ค ได้แชร์วิธีการปลูกผักบุ้งจีนง่ายๆ สามารถทำไว้กินเองหรือจะขายก็ได้ แล้วแต่ถนัด ใช้เวลาเพียงแค่ 20 วัน ก็สามารถเก็บผลผลิตได้แล้ว

ซึ่งวิธีการทำนั้นก็ง่ายๆ ใช้เพียงแค่ข้อปฏิบัติ 4 ข้อนี้เท่านั้นครับ

  1. หาซื้อเมล็ดพันธุ์ผักบุ้งจีนตามร้านขายเอามาแช่น้ำไว้ 1 คืน
  2. หาถาดที่มีรูเจาะด้านล่างให้น้ำเข้าถึงได้และรากผักบุ้งรอดลงน้ำได้ ไม่ต้องรูกว้างเอาแบบตาถี่ๆ เลย
  3. หาฟองน้ำหนาประมาณ 1 นิ้ว หรือ ถ้าไม่มีก็ใช้สำลีหรือกระดาษชุบน้ำให้ชุ่มวางรองพื้นตะกร้า และให้บ่มเมล็ดพันธุ์หมกรักษาความชื้นไว้ในวัสดุนั้น
  4. วางลอยถาดในภาชนะเก็บน้ำให้พื้นตะกร้าแค่แตะน้ำ ในน้ำใส่ปุ๋ยด้วย โดยปุ๋ยนั้นแล้วแต่ชอบ ถ้าให้ดีแนะนำว่าใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ แค่นี้ 10 กว่าวันถึง 20  ก็เก็บผักบุ้งกินได้และนำไปขายได้แล้ว

ง่ายสุดๆ ถ้าใครมีเวลามีพื้นที่ก็สามารถปลูกส่งขายที่ตลาดกันได้เลย ความต้องการบริโภคนั้นสูงอยู่แล้ว แนวทางการทำอาชีพแบบอิสระ ทำได้ที่บ้านคุณ อย่าอายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนาครับ ลุ้ยเลย!!

...............................................
ขอบคุณที่มา : แฟนเพจข่าวสดๆ เสิร์ฟจากฟาร์ม



ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!(Like)

เผยเทคนิคที่คุณไม่เคยรู้ ..ปลูกมะพร้าวให้ลูกดก รสหวาน!!


เทคนิคทีคุณไม่เคยรู้ ถ้าปลูกมะพร้าวแบบนี้ลูกจะดก และมีรสหวาน การปลูกมะพร้าวเราสามารถปลูกได้ในพื้นที่จำกัด แต่ยังคงมีผลผลิตเท่ากับการปลูกในพื้นที่เยอะและมีรสชาติ หอม หวาน จึงแนะนำ การทำอาหารเสริมและเพิ่มรสชาติหวานให้กับมะพร้าวด้วยเกลือ



วิธีการปลูก

เริ่มจากการเตรียมแปลงปลูกมะพร้าว รองพื้นด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักแล้วลงมือปลูกมะพร้าวปแบบสามต้นสามมุม ในหลุมขนาดพอดีต้น(ฝังลงไปเพียงครึ่งลูก) ด้วยระยะห่างระหว่างต้นเพียง 1 เมตร จากนั้น นำไห 1 ลูก มาเจาะรูที่ก้นไหให้มีขนาดความกว้างประมาณ 1 หุน (1/8 นิ้ว) แล้วใส่เกลือเม็ดลงไปครึ่งไห

http://i.ytimg.com/vi/moh4-n0FtY4/hqdefault.jpg
สุดท้ายให้ใช้กระเบื้องปูพื้นเป็นฝาปิดไห แล้วฝังไหลงดินไว้ตรงกลางระหว่างต้นมะพร้าวที่ปลูกเป็นรูปสามเหลี่ยม แบบสามต้น สามมุม โดยฝังไหลึกลงไปในดินเพียงครึ่งเดียว หมั่นเติมเกลือเม็ดลงไปในไห ทุกๆ 1 ปี เนื่องจากเกลือที่ใส่ไว้ 1 ครั้ง จะอยู่ได้นานประมาณ 1 ปี เมื่อต้นมะพร้าวอายุได้ 5 ปี ก็จะได้น้ำมะพร้าวที่ หอม หวาน และลูกดกอีกด้วย

.........................................
ขอขอบคุณเนื้อหาจาก : ข่าวสดๆ เสิร์ฟจากฟาร์ม
ขอขอบคุณข้อมูลจากเกษตรอินเตอร์เชียงใหม่



ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!(Like)