แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

มันเทศเนื้อสีม่วง กินแก้แสบตา ตาแห้ง เจ็บตา ตามัว และช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ


ปลายฝนต้นหนาว ความชื้นกระทบแห้งและลมเหนือที่กำลังพัดเอาความเย็นเข้ามา ช่วงนี้มีคนป่วยเป็นไข้หวัดกันมากครับ

เคยกล่าวไปแล้วครั้งก่อนๆ ว่าช่วงนี้ใครที่รู้สึกไม่สบายต้องรีบหา

"ยาจันทลีลา"

มาทานครับ หากอาการเริ่มๆจะเป็นรับรองว่าไม่เป็นไข้หวัดอย่างแน่นอนหรือหากเป็นก็ไม่หนักมาก รักษาง่าย

(ยาจันทลีลามีส่วนผสมของ ลูกกระดอมที่สกปรกมากๆ เลือกซื้อที่สะอาดและไว้ใจได้)

แต่ยังมีอีกโรคที่มาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงของฤดูนี้คือ อาการแสบตาจากโรคลมตามเส้น?

เข้าสู่ฤดูช่วงต่อไข้เพื่อลม จะมีอาการเจ็บตา ตามัว จากเส้นประธาน 10 คือเส้นสหัสรังสีและเส้นทวารี ลองสังเกตตัวเองนะครับ ว่าช่วงนี้ท่านจะแสบตา เคืองตามากกว่าปรกติ หรือมีอาการร่วมกับคอแห้ง ลมออกจมูกร้อนๆหรือไม่?

แนะนำคนไข้หามันสีม่วงมาทานนะครับ ราคาไม่แพงแต่มีประโยชน์มากมาย

มันเทศพันธุ์ที่มีเนื้อสีต่างกันก็มีสารบางชนิดต่างกันด้วย อย่างเนื้อสีเหลืองส้มมีเบตาแคโรทีนสูงมากครับ จึงช่วยบำรุงสายตา เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ลดความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ

ส่วนมันเทศเนื้อสีม่วงจะมีสารแอนโทไซยานิน ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความเสื่อมของเซลล์ ลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ เส้นเลือดในสมองอุดตัน และเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับตา ให้จอรับภาพได้รับเลือดมาเลี้ยงได้ดีขึ้น

เอามาแกงบวดใส่ทั้งสีส้มและสีม่วง ได้ประโยชน์มากๆครับ

..........................................................
ข้อมูลสุขภาพจาก... คลินิก สมุนไพรหมอศุภ การแพทย์แผนไทย

สุดมหัศจรรย์!! แช่ “เท้า” ใน “น้ำยาบ้วนปาก” ไม่คิดว่าจะส่งผลดีต่อร่างกายขนาดนี้ สำคัญยังช่วยรักษาโรคให้อีกด้วย..!!

สุดมหัศจรรย์!! แช่”เท้า” ใน “น้ำยาบ้วนปาก” ไม่คิดว่าจะส่งผลดีต่อร่างกายขนาดนี้ สำคัญยังช่วยรักษาโรคให้อีกด้วย..!!


• แช่เท้าในน้ำยาบ้วนปาก
1. ควรแช่เท้าในน้ำยาบ้วนปากครั้งละ 30 นาทีเป็นประจำ
2. ช่วยกำจัดเชื้อราสะสมในเท้าได้ เพราะน้ำยาบ้วนปากมีประสิทธิภาพจากส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ทำให้รู้สึกเย็นสบายเท้า รู้สึกสะอาดและหมดปัญหากลิ่นเท้าแน่นอน
3. สามารถนำมือแช่ในน้ำยาบ้วนปากได้ เพียงแค่ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 2 นาที เชื้อราที่มือก็จะหมดไป



• ฝ่าเท้าแข็งด้าน
1. นำหัวหอมผ่าเป็นแว่นหนาๆ
2. นำไปแช่ในน้ำส้มสายชู
3. จากนั้นวางลงไปที่ใต้ฝ่าเท้าและสวมถุงเท้าทับ
4. ทำเป็นประจำจะช่วยให้ฝ่าเท้าหายแข็งด้าน



• แผลอักเสบ เชื้อราในซอกนิ้ว 
1. นำกลีบกระเทียมมาวางไว้ในซอกนิ้วก่อนนอน
2. ทำการปล่อยทิ้งไว้จนเช้า
3. ทำเป็นประจำจะช่วยรักษาแผลอักเสบ เชื้อราในซอกนิ้วได้
หลังจากที่ได้อ่านกันแล้ว ใครที่กำลังประสบกับปัญหาเกี่ยวกับเท้าอยู่ละก็ ก็ลองนำวิธีการด้านบนไปปฏิบัติตามได้เลย แถมของที่ใช้รักษาก็สุดแสนจะจัดหาได้ง่ายอีกด้วย



ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!(Like)

จัดเลยค่ะ !! สูตรทำ “น้ำมะระขี้นก” รักษา…เบาหวาน สูตรที่ถูกเปิดเผย!!

จัดเลยค่ะ !! สูตรทำ “น้ำมะระขี้นก” รักษา…เบาหวาน สูตรที่ถูกเปิดเผย!!
ส่วนผสม

  • เนื้อมะระขี้นก 30 กรัม (3 ลูก)
  • ใบเตยหอมตากแห้ง 15 กรัม (1 ช้อนคาว)
  • น้ำต้มสะอาด 200 กรัม (14 ช้อนคาว)
  • เกลือป่น 1 กรัม (5 ช้อนชา)
  • น้ำมะนาว 15 กรัม (ครึ่งลูก)
วิธีทำ

–นำมะระขี้นกล้างให้สะอาด ผ่าซีก แกะเอาเมล็ดออก หั่นเป็นชิ้นยาวๆ บางๆ ตามขวางของผลมะระ

–นำใบเตยหั่นเป็นท่อนสั้นๆ ตากแห้งแล้วคั่วให้เหลืองกรอบ เก็บในขวดปากกว้าง



–เอามะระขี้นก ใบเตยหอมและน้ำใส่ในหม้อต้มให้เดือด หรือถ้าไม่อยากต้ม จะใส่ในถ้วยแก้ว ที้งไว้ 5-10 นาที แล้วนำมาดื่มใด้ไม่ต้องกลัวว่าจะขมเวลาดื่ม เพราะแก้ไขด้วยการเอาใบเตยหอม และน้ำมะนาวมาผสม ช่วยกลบความขมของมะระขี้นกได้ดี

หมายเหตุ : คุณค่าทางอาหาร : มีวิตามินเอสูงมากช่วยบำรุงสายตา

คุณค่าทางยา : น้ำคั้นผลมะระ เมื่อดื่มจะช่วยลดการเกิดต้อกระจกจากเบาหวาน ช่วยเจริญอาหาร ลดน้ำตาลในเลือด ลดไข้ แก้อาการข้ออักเสบ บำรุงน้ำดี



ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!(Like)

โคตรง่าย! วิธีแก้โรคอีสุกอีใส สูตรน้ำต้มอาบด้วยใบมะยม ช่วยให้อีสุกอีใสหายไวขึ้น!

โคตรง่าย! วิธีแก้โรคอีสุกอีใส สูตรน้ำต้มอาบด้วยใบมะยม ช่วยให้อีสุกอีใสหายไวขึ้น!
โคตรง่าย! วิธีเเก้โรคอีสุกอีใส สูตรน้ำต้มอาบ ช่วยให้อีสุกอีใสหายไวขึ้น!

ลักษณะอาการของโรคอีสุกอีใส

1. เกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา

2. มีผื่นแดงราบ ตุ่มใส ตุ่มหนอง กระจายตามหน้า ลำตัว และแผ่นหลัง

3. มีไข้ โดยในระยะแรกจะขึ้นเป็นผื่นแดงราบก่อน ต่อมาจะกลายเป็นตุ่มนูน มีน้ำใสๆ และคัน ต่อมาอีก 2-3 วันก็จะตกสะเก็ด

4. ผื่นและตุ่มเหล่านี้จะขึ้นตามไรผมก่อนแล้วกระจายไปตามใบหน้าและลำตัว แผ่นหลัง

5. เด็กที่เป็นจะมีไข้ต่ำ อ่อนเพลียและเบื่ออาหาร

6. ผู้ใหญ่มักจะมีไข้สูง มีอาการปวดเมื่อยตามเนื้อตัวคล้ายไข้หวัด




วิธีแก้โรคอีสุกอีใส

วิธีที่ 1 

1. นำใบมะยมกลางอ่อนกลางแก่ประมาณ 2-3 กำมือ ใส่ในน้ำ 2-3 ลิตร

2. ต้มให้เดือดนาน 20 นาที แล้วยกลงผสมน้ำเย็นให้อุ่นพออาบได้

3. อาบวันละ 3 ครั้ง เช้า กลางวัน เย็น

4. หลังอาบน้ำอาการจะค่อยๆ ทุเลาและหายเป็นปกติใน 3 วัน

วิธีที่ 2

1. นำรากย่านางแบบสดจำนวนขยุ้มมือ มาต้มกับน้ำท่วมยาจนเดือด

2. ดื่มขณะอุ่นวันละครั้ง ครั้งละ 3 ส่วน 4 แก้ว

3. ต้มดื่มเรื่อยๆ ติดต่อกัน 3-5 วัน อาการที่เป็นจะหายได้

วิธีที่ 3 



1. อาบน้ำต้มผักชีจะช่วยให้อีสุกอีใสหายไวขึ้น

2. แม้ว่าความเชื่อนี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์และเผยแผ่ตามหลักวิชาการ

3. สรรพคุณของผักชีคือ เป็นพืชธาตุเย็นที่ช่วยลดอาการผื่นแดง แต่สำหรับการใช้รักษาโรคอีสุกอีใสยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าได้ผลจริง

หลังจากที่ได้อ่านกันแล้ว ก็ได้ทราบถึงวิธีการแก้โรคอีสุกอีใสที่ช่วยให้คุณหายไวขึ้นกันไปแล้ว ซึ่งมีให้เลือกปฏิบัติตามถึง 3 สูตรด้วยกัน ใครสะดวกวิธีไหนก็ลองนำวิธีนั้นไปปฏิบัติตามได้เลย รับรองว่าอีสุกอีใสของคุณจะหายไวขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ



ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!(Like)

“ผิวหนังช้ำง่าย” สัญญาณเตือนภัยสุขภาพ ไม่แน่นะ! คุณอาจเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบไม่รู้ตัว

ใครมักจะมีปัญหามีรอยฟกช้ำเหมือนมีเลือดออกใต้ผิวหนังค่อนข้างบ่อยบ้างมั๊ยค่ะ? ชนอะไรนิด ชนอะไรหน่อยก็ช้ำแล้ว หรือบางครั้งคุกเข่านานๆก็เกิดเป็นจ้ำเลือดแดงๆม่วงๆใต้ผิวหนังแล้ว การที่เรามีรอยช้ำง่ายขนาดนี้เกี่ยวข้องอะไรกับปัญหาสุขภาพหรือไม่ มาฟังคุณหมอตอบคำถามนี้กันได้เลย

ศ. พญ. อรุณี เจตศรีสุภาพ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์และโลหิตวิทยา ได้ให้คำตอบว่า


อาการเลือดออกใต้ผิวหนัง เกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยสรุปแล้วสามารถเกิดได้จากสาเหตุหลักๆ ดังนี้



1. ความผิดปกติของหลอดเลือด
เช่น หลอดเลือดไม่แข็งแรง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม สาเหตุนี้พบค่อนข้างน้อย และส่วนใหญ่มักเกิดจากการถูกกระแทกอย่างแรงแล้วมีเลือดออก

2. ความผิดปกติของเกล็ดเลือด ได้แก่

–  จำนวนเกล็ดเลือดต่ำ  โดยอาการเลือดออกเนื่องจากเกล็ดเลือดต่ำมักจะเป็นจุดเลือดออก

–  มะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือลิวคีเมีย (Leukemia) คนที่เป็นอาการนี้มักจะมีอาการอื่นๆร่วมด้วย เช่น เหนื่อยเพลีย มีไข้ มีเลือดออก มีอาการปวดตามข้อ เป็นต้น โดยรอยช้ำที่เป็นจ้ำๆ ที่ขยายขนาดใหญ่ขึ้นนั้นเกิดจากการที่เส้นเลือดปริแตกจนมีเลือดออกอยู่ใต้ผิวหนังและไม่ยอมหยุดง่ายๆนั่นเอง

–  ความผิดปกติของการทำงานของเกล็ดเลือด ซึ่งอาจเกิดจากการกินยาบางตัว เช่น แอสไพริน หรืออาจเกิดโดยไม่ทราบสาเหตุที่เรียกว่าAPDE (Acquired platelet dysfunction with eosinophilia) อาการที่ว่านี้พบได้บ่อยในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ โดยมีอาการเลือดออกใต้ผิวหนังอาจจะเป็นๆหายๆนานถึง 2 ปีแต่ในที่สุดก็หายได้


3. ความผิดปกติด้านการแข็งตัวของเลือด สาเหตุอาจเป็นเพราะความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น ในผู้ป่วยโรคฮีโมฟิเลีย ซึ่งจะมีการแข็งตัวของเลือดได้น้อยกว่าปกติ หรือเกิดตามหลังโรคบางโรค เช่น ผลต่อโรคตับวาย โดยลักษณะเลือดออกจากความผิดปกติที่ปัจจัยการแข็งตัวของเลือดจะไม่ใช่เลือดออกที่ผิวหนังตื้นๆ  แต่มักจะมีเลือดออกที่ส่วนผิวหนังลึกๆ และเป็นบริเวณกว้าง

4. เลือดออกเนื่องจากเนื้อเยื่อในชั้นนอกหลอดเลือดอ่อนแอหรือไม่แน่น เช่น
คนแก่ จะมีเลือดออกที่ผิวหนังแล้วเห็นเป็นรอยสีม่วงคล้ำหรือสีน้ำตาลได้ชัดเจน




ดังนั้น การจะรับรู้ได้ว่าแผลช้ำที่เกิดขึ้นเกิดขึ้นเนื่องจากสาเหตุใด คุณจำเป็นต้องดูปัจจัยอื่นๆประกอบด้วย เช่น

– บริเวณที่ผิวหนังมักเกิดรอยช้ำ

– ลักษณะของรอยช้ำที่เกิดขึ้น

– ระยะเวลาที่เกิดรอยช้ำ

– มีอาการเลือดหยุดยาก อาการเหนื่อย อ่อนเพลีย หรืออาการอื่นร่วมด้วยหรือไม่
เป็นต้น



โดยทั่วไปแล้วลองสำรวจดูก่อนว่า คุณพบรอยช้ำตรงบริเวณอื่นที่ไม่ได้ถูกกระแทกด้วยหรือไม่ หากไม่มีเลยและรอยช้ำตรงที่ถูกกระแทกหายหายไปภายใน 1 – 2 สัปดาห์ ก็ถือว่าปกติ และไม่มีอะไรต้องกังวลใจ แต่หากมีจ้ำเลือดเกิดใหม่อีกโดยไม่มีการกระทบกระแทกควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะอาจจะเกิดจากสาเหตุที่กล่าวไปข้างต้นทั้ง 4 ข้อก็เป็นได้

ลองสำรวจตัวเองอยู่เสมอ เพราะหากเกิดความผิดปกติใดๆขึ้นมาจะได้รับการรักษาได้ทันเวลา แล้วโรคที่คุณเป็นอยู่ก็จะไม่น่ากลัวอะไร เพราะโรคทุกโรคย่อมรักษาได้ หากตัวและใจคุณพร้อม

..............................................
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก haamor.com และ talkaboutsex.thaihealth.or.th



ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!(Like)