จัดเลยว่าเด็ด!! วิธีเพาะเห็ดเข็มทอง ง่ายๆไม่ซับซ้อน ไว้ทานเองที่บ้าน ของดีต้องบอกต่อ!!

ทำเองได้ ง่ายมาก เพาะเห็ดเข็มทองอย่างไร ให้โตแล้วนำไปทานได้จริง


สำหรับใครที่ชอบปลูกพืชผักไว้ทานเองที่บ้าน เรามีวิธีปลูกเห็ดเข็มทองแบบง่ายๆ มาฝาก ซึ่งทำเองที่บ้านได้เลย ไม่ซับซ้อนยุ่งยากใดๆทั้งสิ้น อุปกรณ์ในการทำและขั้นตอนการปลูกเห็ดเข็มทองมีดังต่อไปนี้
อุปกรณ์ที่ใช้



1. เชื้อเห็ดที่จะนำมาเพาะ

2. ขี้เลื่อยผสมรำละเอียด 20% ผสมแกลบ 10% รดน้ำขี้เลื่อยทิ้งไว้จนน้ำที่ซึมออกมามีสีใส

3. ขวดพลาสติกทนความร้อน

ขั้นตอนการเพาะ

1. ควรนำเชื้อเห็ดมาฆ่าเชื้อก่อน แล้วทิ้งขี้เลื่อยให้เย็น

2. ใส่เชื้อเห็ดลงในขวดที่เตรียมไว้

3. นำขวดที่ใส่เชื้อเห็ดไปตั้งในที่อุณหภูมิ 8-12 องศาเซลเซียม เป็นการบ่มเห็ด ใช้เวลา 25-30 วัน เชื้อก็จะเติบโตเต็มขวด



4. เปิดฝาออก แล้วเอาช้อนขุดเอาส่วนหน้าหรือส่วนที่เป็นเชื้อขี้เลื่อยออกให้หน้าเรียบ

5. นำออกไปไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิ 10-15 องศาเซลเซียม ประมาณ 5-10 วัน รักษาเรื่องระดับอุณภูมิให้คงที่ เห็ดก็จะสร้างตุ่มดอก

6. เลี้ยงต่อจนเห็ดโผล่จากขวด ประมาณ 2-3 เซนติเมตร เป็นอันสำเร็จ

การเพาะเห็ดเข็มทองไม่ยากเลย เพียงแต่ต้องดูแลเรื่องเวลาและอุณหภูมิให้อยู่ในช่วงที่กำหนด เพียงเท่านี้ก็จะมีเห็ดเข็มทองไว้ทานเองแล้ว หรือจะนำไปแจกจ่ายเพื่อนบ้านด้วยก็สุขใจทั้งคนให้และคนรับ



ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!(Like)

เคล็ดลับนึ่งปลาให้อร่อย ไม่เหม็นคาว ใช้ได้กับปลาทุกชนิด

ปลา เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโปรตีนสูง เป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย และเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของทารก เด็ก ผู้สูงอายุ รวมถึงผู้ป่วยที่ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ไม่เต็มที่ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเนื้อปลามีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่น้อยกว่าเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ เมื่อเนื้อปลาสุกมันจะแยกออกเป็นชิ้นๆตามมัดของกล้ามเนื้อเกี่ยวพัน ทำให้เนื้อปลานุ่ม และไม่เหนียวเหมือนเนื้อสัตว์อื่นๆ


ซึ่งวิธีการรับประทานเนื้อปลาให้มีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด ก็คือ “การนึ่ง” เพราะคุณจะได้สารอาหารจากเนื้อปลาล้วนๆ ไม่มีน้ำมัน หรือสารอื่นๆที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ทั้งนี้ทั้งนั้น บางคนก็ไม่ชอบรับประทานปลานึ่งด้วยเหตุผลเพราะไม่ชอบที่มัน “เหม็นคาว” และเลือกที่จะหันไปรับประทานปลาทอดที่กรอบอร่อยมากกว่า



แต่วันนี้เราอยากจะเชิญชวนให้คุณหันมาทานปลานึ่งกันให้มากขึ้น เพราะเรามีสูตรการนึ่งปลาไม่ให้เหม็นคาวมาฝาก วิธีการเป็นอย่างไรตามมาดูกันได้เลย

เคล็ดลับการนึ่งปลาไม่ให้คาว
1. เลือกของสด
ปลาที่จะนำมานึ่งควรจะต้องเป็นเนื้อปลาที่สดใหม่ และผ่านการล้างทำความสะอาดอย่างดี โดยวิธีดูว่าเนื้อปลาสดหรือไม่ให้ดูที่


– ตาปลา เปิดโตเต็มที่ ใส ไม่ลึกโบ๋หรือขุ่นเป็นสีเทา
– เกล็ด สีสดใสเป็นมันเงา แบนราบเสมอกัน ไม่แห้งหรือหลุดลอก
– หนัง ควรจะมีเมือกปลาคลุมอยู่ทั่วทั้งตัว และชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา
– เหงือก ต้องมีสีแดงสด ไม่เขียวคล้ำ ครีบปิดสนิท
– เนื้อปลาไม่แข็งทื่อ เมื่อกดจะยืดหยุ่น มีสปริงเด้งกลับ ไม่บุ๋มตามรอยนิ้วมือ

2. ทาเนื้อปลาด้วยน้ำมะนาวและเกลือก่อนนึ่ง
การทาเนื้อปลาด้วยน้ำมะนาวและเกลือก่อนนำไปนึ่ง จะช่วยกำจัดกลิ่นคาวปลาได้เป็นอย่างดี หรือหากไม่สะดวกใช้น้ำมะนาว จะใช้เป็นน้ำส้มสายชูแทนก็ได้ นอกจากนี้ น้ำมะนาวหรือน้ำส้มสายชูที่ผสมรวมกับเกลือ จะช่วยรัดให้เนื้อปลาคงรูป ไม่แตก ไม่เละง่ายๆ ซึ่งมีผลให้เนื้อปลานึ่งน่ารับประทานมากยิ่งขึ้นด้วย


3. ต้องแน่ใจว่าน้ำเดือดจัด
ก่อนจะใส่ปลาลงไปนึ่ง จำเป็นต้องต้มน้ำให้เดือดจัดๆเสียก่อน และขณะนึ่งก็ต้องใช้ไฟแรงให้น้ำเดือดจัดเช่นกัน  เนื่องจากการใช้ไอน้ำที่ร้อนจากน้ำเดือดจะช่วยกำจัดกลิ่นคาวไม่ให้หลงเหลือในเนื้อปลาได้ และในระหว่างนึ่งก็ควรเปิดฝาหม้อให้ไอน้ำออกบ่อยๆ เพราะไอน้ำจะพากลิ่นคาวของปลาออกไปได้



4. ใช้สมุนไพรช่วย
สมุนไพรไทยบางชนิดสามารถช่วยดับกลิ่นคาวของปลาได้ โดยสมุนไพรที่แนะนำ ก็คือ ตะไคร้และหอมแดง ลองใส่สองสิ่งนี้ลงไปขณะนึ่งปลา สมุนไพรจะช่วยดับกลิ่นคาวปลาได้เป็นอย่างดี


หลังจากที่ทราบวิธีการนึ่งปลาไม่ให้คาวกันไปแล้วขอแถมเมนูอร่อยๆ อย่างเมนู “ปลากระพงนึ่งซีอิ้ว” กันสักหน่อย วิธีทำก็ไม่ยากดังต่อไปนี้ค่ะ

ส่วนประกอบ
1. ปลากระพง 1 ตัว
2. ซีอิ้วขาว 3 ช้อนโต๊ะ
3. น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
4. น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ
5. เหล้าจีน 1 ช้อนโต๊ะ
6. ขิงซอย 100 กรัม
7. ต้นหอมหั่นท่อน 3 ต้น
8. พริกชี้ฟ้าแดงหั่นแฉลบ 1 เม็ด



วิธีทำปลากระพงนึ่งซีอิ้ว
1. นำปลามาล้างทำความสะอาด ขอดเกล็ดควักไส้ออกให้เรียบร้อย แล้วบั้งปลาทั้ง 2 ด้าน ใส่จานหรือถาดสำหรับนึ่งพักไว้ก่อน
2. ผสมซีอิ้วขาว, น้ำตาลทราย, น้ำมันงา, เหล้าจีน  ให้เข้ากัน
3. นำส่วนผสมที่ได้ราดไปบนตัวปลา
4. เตรียมขิงซอย, ต้นหอมหั่นท่อน, พริกชี้ฟ้าแดงหั่นแฉลบ โรยบนตัวปลาอีกที
5. ตั้งไฟให้เดือดจัดก่อน   จากนั้นจึงใส่ปลาลงไปในหม้อนึ่ง อย่าลืมใส่ตะไคร้ทุบและหอมแดงลงไปด้วย
6. นึ่งปลาโดยใช้ไฟแรงประมาณ 30 นาทีจนปลาสุก


นอกจากปลากระพง สามารถใช้ปลาอื่นๆ แทนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น ปลาเก๋า ปลาทับทิม หรือปลาอะไรก็ได้ทั้งนั้น ถ้าๆได้สูตรนี้ไปล้ว รับรองว่าอร่อยเด็ด ไม่เหม็นคาวแน่ๆ

................................................
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก paicooker.blogspot.com และ urnurse.net



ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!(Like)

“ผิวหนังช้ำง่าย” สัญญาณเตือนภัยสุขภาพ ไม่แน่นะ! คุณอาจเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบไม่รู้ตัว

ใครมักจะมีปัญหามีรอยฟกช้ำเหมือนมีเลือดออกใต้ผิวหนังค่อนข้างบ่อยบ้างมั๊ยค่ะ? ชนอะไรนิด ชนอะไรหน่อยก็ช้ำแล้ว หรือบางครั้งคุกเข่านานๆก็เกิดเป็นจ้ำเลือดแดงๆม่วงๆใต้ผิวหนังแล้ว การที่เรามีรอยช้ำง่ายขนาดนี้เกี่ยวข้องอะไรกับปัญหาสุขภาพหรือไม่ มาฟังคุณหมอตอบคำถามนี้กันได้เลย

ศ. พญ. อรุณี เจตศรีสุภาพ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์และโลหิตวิทยา ได้ให้คำตอบว่า


อาการเลือดออกใต้ผิวหนัง เกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยสรุปแล้วสามารถเกิดได้จากสาเหตุหลักๆ ดังนี้



1. ความผิดปกติของหลอดเลือด
เช่น หลอดเลือดไม่แข็งแรง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม สาเหตุนี้พบค่อนข้างน้อย และส่วนใหญ่มักเกิดจากการถูกกระแทกอย่างแรงแล้วมีเลือดออก

2. ความผิดปกติของเกล็ดเลือด ได้แก่

–  จำนวนเกล็ดเลือดต่ำ  โดยอาการเลือดออกเนื่องจากเกล็ดเลือดต่ำมักจะเป็นจุดเลือดออก

–  มะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือลิวคีเมีย (Leukemia) คนที่เป็นอาการนี้มักจะมีอาการอื่นๆร่วมด้วย เช่น เหนื่อยเพลีย มีไข้ มีเลือดออก มีอาการปวดตามข้อ เป็นต้น โดยรอยช้ำที่เป็นจ้ำๆ ที่ขยายขนาดใหญ่ขึ้นนั้นเกิดจากการที่เส้นเลือดปริแตกจนมีเลือดออกอยู่ใต้ผิวหนังและไม่ยอมหยุดง่ายๆนั่นเอง

–  ความผิดปกติของการทำงานของเกล็ดเลือด ซึ่งอาจเกิดจากการกินยาบางตัว เช่น แอสไพริน หรืออาจเกิดโดยไม่ทราบสาเหตุที่เรียกว่าAPDE (Acquired platelet dysfunction with eosinophilia) อาการที่ว่านี้พบได้บ่อยในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ โดยมีอาการเลือดออกใต้ผิวหนังอาจจะเป็นๆหายๆนานถึง 2 ปีแต่ในที่สุดก็หายได้


3. ความผิดปกติด้านการแข็งตัวของเลือด สาเหตุอาจเป็นเพราะความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น ในผู้ป่วยโรคฮีโมฟิเลีย ซึ่งจะมีการแข็งตัวของเลือดได้น้อยกว่าปกติ หรือเกิดตามหลังโรคบางโรค เช่น ผลต่อโรคตับวาย โดยลักษณะเลือดออกจากความผิดปกติที่ปัจจัยการแข็งตัวของเลือดจะไม่ใช่เลือดออกที่ผิวหนังตื้นๆ  แต่มักจะมีเลือดออกที่ส่วนผิวหนังลึกๆ และเป็นบริเวณกว้าง

4. เลือดออกเนื่องจากเนื้อเยื่อในชั้นนอกหลอดเลือดอ่อนแอหรือไม่แน่น เช่น
คนแก่ จะมีเลือดออกที่ผิวหนังแล้วเห็นเป็นรอยสีม่วงคล้ำหรือสีน้ำตาลได้ชัดเจน




ดังนั้น การจะรับรู้ได้ว่าแผลช้ำที่เกิดขึ้นเกิดขึ้นเนื่องจากสาเหตุใด คุณจำเป็นต้องดูปัจจัยอื่นๆประกอบด้วย เช่น

– บริเวณที่ผิวหนังมักเกิดรอยช้ำ

– ลักษณะของรอยช้ำที่เกิดขึ้น

– ระยะเวลาที่เกิดรอยช้ำ

– มีอาการเลือดหยุดยาก อาการเหนื่อย อ่อนเพลีย หรืออาการอื่นร่วมด้วยหรือไม่
เป็นต้น



โดยทั่วไปแล้วลองสำรวจดูก่อนว่า คุณพบรอยช้ำตรงบริเวณอื่นที่ไม่ได้ถูกกระแทกด้วยหรือไม่ หากไม่มีเลยและรอยช้ำตรงที่ถูกกระแทกหายหายไปภายใน 1 – 2 สัปดาห์ ก็ถือว่าปกติ และไม่มีอะไรต้องกังวลใจ แต่หากมีจ้ำเลือดเกิดใหม่อีกโดยไม่มีการกระทบกระแทกควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะอาจจะเกิดจากสาเหตุที่กล่าวไปข้างต้นทั้ง 4 ข้อก็เป็นได้

ลองสำรวจตัวเองอยู่เสมอ เพราะหากเกิดความผิดปกติใดๆขึ้นมาจะได้รับการรักษาได้ทันเวลา แล้วโรคที่คุณเป็นอยู่ก็จะไม่น่ากลัวอะไร เพราะโรคทุกโรคย่อมรักษาได้ หากตัวและใจคุณพร้อม

..............................................
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก haamor.com และ talkaboutsex.thaihealth.or.th



ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!(Like)

ผักใบเขียว 5 ชนิดนี้ ช่วยแก้อาการ “ปวดประจำเดือน” ได้ผล 100%

ผักใบเขียว 5 ชนิดนี้ ช่วยแก้อาการ "ปวดประจำเดือน" ได้ผล 100%


• ผักบุ้ง

1. มีแร่ธาตุ และวิตามินที่ช่วยบำรุงเลือด

2. มีสารต้านอนุมูลอิสระ ดังนั้นจึงช่วยลดอาการปวดได้

• ผักปวยเล้ง

1. อุดมไปด้วยแร่ธาตุแมกนีเซียม ซึ่งช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนให้น้อยลง

2. นอกจากนั้นยังให้วิตามิน ธาตุเหล็ก แคลเซียม และโฟเลต ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย



• คะน้า

1. เป็นผักใบเขียวที่มีแมกนีเซียมสูงไม่แพ้ผักปวยเล้ง

2. หาซื้อมาทานได้ง่ายตามท้องตลาด

• ‎ใบตำลึง

1. มีสารต้านอนุมูลอิสระ และสารที่ช่วยลดอาการปวดท้องประจำเดือน

2. นอกจากนี้ยังช่วยบำรุงผิวพรรณอีกด้วย

• กะหล่ำปลี

1. ช่วยลดอาการปวดท้องประจำเดือนได้

2. เพราะกะหล่ำปลีมีสารที่ช่วยปรับฮอร์โมนเอสโตเจน ฮอร์โมนเพศหญิงให้สมดุล



หลังจากที่ได้อ่านกันแล้ว ก็ได้ทราบถึงผักใบเขียว 5 ชนิดที่ช่วยแก้ปวดประจำเดือนกันไปแล้ว ส่วนสาวๆคนไหนที่กำลังประสบกับปัญหาอาการปวดประจำเดือนอยู่ละก็ ก็ลองไปหาซื้อผักตามด้านบนมารับประทานได้เลยควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย รับรองว่าอาการปวดประจำเดือนของสาวๆจะบรรเทาลงได้อย่างแน่นอน



ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!(Like)

แจกสูตรไส้อ่อนย่าง + น้ำจิ้มแจ่ว รสเด็ด ไม่เหนียว เคี้ยวง่าย อร่อยมาก

แจกสูตรไส้อ่อนย่าง + น้ำจิ้มแจ่ว รสเด็ด ไม่เหนียว เคี้ยวง่าย อร่อยมาก


สิ่งที่ต้องเตรียม

1. ไส้อ่อน 350 กรัม

2. รากผักชี 2-3 ราก

3. กระเทียม กลีบเล็ก 1 หัว

4. พริกไทยป่น ½ ช้อนชา

5. ซอสหอยนางรม 2 ½ ช้อนชา

6. ซอสปรุงรส ฝาเขียว 2 ½ ช้อนชา

7. ซีอิ๊วขาว 2 ½ ช้อนชา

8. น้ำตาลทราย ½ ช้อนชา

9. เกลือป่น 1 ช้อนชา

10. ตะไคร้ 1 ต้น หั่นแล้ว บุบให้แตก

11. ใบมะกรูด 2-3 ใบ

12. น้ำเปล่า



วิธีการทำ

1. นำรากผักชี กระเทียม พริกไทยป่น มาโขลกให้ละเอียด เตรียมไว้ก่อน

2. จากนั้นนำไส้อ่อนมาล้างทำความสะอาด โดยขยำไส้อ่อนกับเกลือ แล้วนำไปล้างให้สะอาด 2-3 ครั้ง เสร็จแล้วพักไว้

3. ต้มน้ำเปล่า โดยใส่ตะไคร้ ใบมะกรูดและเกลือลงไปเพื่อดับคาว

4. ทำการต้มน้ำให้เดือดพล่านแล้วนำไส้อ่อนที่เราล้างเตรียมไว้ลงไปต้ม ต้มประมาณ 45 นาที

5. เมื่อไส้อ่อนที่ต้มนิ่มแล้วให้ตักขึ้นมาหั่นเป็นช่อๆ ใส่ชามผสมไว้

6. จากนั้นนำเอารากผักชี กระเทียม พริกไทยป่น ที่เราโขลกไว้ ลงไป ตามด้วยเครื่องปรุงซอสหอยนางรม ซอสปรุงรสฝาเขียว ซีอิ๊วขาว และน้ำตาลทรายลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน

7. ทำการหมักทิ้งไว้ 10-15 นาที

8. จากนั้นนำไส้อ่อน ที่ผ่านการหมักไว้มาย่างให้สุก คอยพลิกกลับด้านเรื่อยๆ ย่างให้ไส้อ่อนเกรียมนิดๆ แล้วหั่นไส้อ่อน เป็นชิ้นๆให้มีขนาดพอดีคำ



9. เพียงเท่านี้ก็พร้อมเสิร์ฟ แต่เดี๋ยวก่อนมีไส้อ่อนย่างแล้วจะขาดน้ำจิ้มแจ่วไปได้อย่างไร ตามมาดูในขั้นตอนต่อไป

สิ่งที่ต้องเตรียม(สำหรับน้ำจิ้มแจ่ว)

1. น้ำมะขามเปียก 3 ช้อนโต๊ะ

2. น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ

3. น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา

4. พริกป่น 2 ช้อนชา

5. ข้าวคั่ว 1 ช้อนโต๊ะ

6. หอมแดงซอย 2-3 หัว

7. ต้อนหอมซอย 1 ต้น

8. ผักชีฝรั่งซอย 1 ต้น



วิธีทำการทำ

1. นำน้ำมะขามเปียก น้ำปลา น้ำตาลทราย ผสมเข้าด้วยกัน

2. จากนั้นคนให้น้ำตาลทรายละลายจนหมด

3. ทำการใส่พริกป่น ข้าวคั่ว หอมแดงซอย ต้นหอมซอยและผักชีฝรั่งซอย ลงไปคนให้เข้ากัน

4. เพียงเท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย พร้อมเสิร์ฟคู่กับไส้อ่อนย่างร้อนๆแล้ว

หลังจากที่ได้อ่านกันแล้ว ก็ได้ทราบถึงสูตรเด็ดวิธีการทำไส้อ่อนย่าง + น้ำจิ้มแจ่ว รสเด็ดกันไปแล้ว ตอนนี้หลายๆคนคงน้ำลายไหลกันไปเป็นที่เรียบร้อย แล้วจะรออะไรอยู่จัดเตรียมวัตถุดิบและทำตามวิธีการทำด้านบนที่สุดแสนจะทำง่ายกันได้เลย รับรองเหนียวนุ่ม กลมกล่อม พอดีคำ



ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!(Like)

คนแก่กินแล้วดี!! ประโยชน์ของมันเทศสีม่วง!! ป้องกันเส้นเลือดอุดตัน กับโรคหัวใจ!! อย่างเหลือเชื่อ!!

คนแก่กินแล้วดี!! ประโยชน์ของมันเทศสีม่วง!! ป้องกันเส้นเลือดอุดตัน กับโรคหัวใจ!! อย่างเหลือเชื่อ!!
ประโยชน์ของมันเทศสีม่วง!! ป้องกันเส้นเลือดอุดตัน กับโรคหัวใจ!! อย่างเหลือเชื่อ!!
ประโยชน์ของมันเทศ

1. มีสารแอนโทไซยานิน Anthocyanin อยู่สูง ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ

2. ช่วยในการชะลอความเสื่อมของเซลล์

3. ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตันได้



4. ช่วยชะลอความเสื่อมของดวงตาและพบว่าสารชนิดนี้ช่วยยับยั้งเชื้ออีโคไลซึ่งเป็นสาเหตุของโรคท้องร่วง

5. ในธรรมชาติผักและผลไม้ที่มีสารแอนโทไซยานินมากมักจะสีม่วง เช่น องุ่นแดง บลูเบอรี่

6. สำหรับพืชหัวจะมีมากในหัวมันเทศเนื้อสีม่วง โดยเฉพาะมันเทศเนื้อสีม่วงจากประเทศญี่ปุ่นได้มีการปรับปรุงสายพันธุ์ให้ได้เนื้อมันเทศที่มีสีม่วงเข้มตลอดทั้งหัว

7. เป็นแหล่งคาโบไฮเดรตชั้นดีที่ให้พลังงานโดยไม่ก่อพิษต่อร่างกายแบบอาหารแปรรูปจากแป้งและน้ำตาลแบบอื่นๆ

8. ส่วนใบและยอดอ่อนของมันเทศ Sweet potato สามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้ และ ยังมีวิตามินเอ วิตามินซี สารอาหารลูทิน Lutein ที่ช่วยบำรุงสายตา

เกร็ดความรู้เพิ่มเติม

1. มันเทศเนื้อสีส้มมีสารเบต้าแคโรทีนสูง ซึ่งช่วยลดอัตราการกลายพันธ์ของเซลล์และทำลายเซลล์มะเร็ง

2. การนำยอดมันเทศมาปรุงอาหารพบว่ามีในประเทศญี่ปุ่น จีน และเกาหลีด้วย



หลังจากที่ได้อ่านกันแล้ว ก็ได้ทราบถึงประโยชน์ของมันเทศสีม่วงที่ช่วยป้องกันเส้นเลือดอุดตันกับโรคหัวใจกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แล้วจะรออะไรอยู่เย็นนี้ไปหามันเทศสีม่วงมารับประทานกันดีกว่า เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเอง แถมห่างไกลโรคเส้นเลือดอุดตันกับโรคหัวใจอีกด้วย



ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!(Like)

วิธีการทำยาตามตำหรับโบราณสำหรับรักษาอาการหอบหืด หลอดลมอักเสบ ไอและโรคปอด

วิธีการทำยาตามตำหรับโบราณสำหรับรักษาอาการหอบหืด หลอดลมอักเสบ ไอและโรคปอด


สิ่งที่ต้องเตรียม

1. หอมแดง ½ กิโลกรัม

2. น้ำตาลทราย ½ กิโลกรัม

3. มะนาวขนาดกลาง 2 ลูก

4. น้ำ 1.5 ลิตร

5. น้ำผึ้ง 7 ช้อนโต๊ะ



วิธีการปรุงยา

1. ทำการต้มน้ำตาลทรายแดงในหม้อขนาดใหญ่ด้วยอุณหภูมิปานกลาง

2. เมื่อได้ที่แล้วให้ใส่หัวหอมสับลงไปแล้วเติมน้ำลงไปหลังจากนั้น

3. ต้มจนกว่ามันจะระเหย จนเหลือเพียง 1 ใน 3 ส่วนของตอนแรก

4. เสร็จแล้วปล่อยให้เย็นลง

5. จากนั้นบีบน้ำมะนาวและใส่น้ำผึ้งลงไป คนให้เข้ากัน

6. ปล่อยทิ้งไว้ 1 คืน แล้วนำไปใส่ไว้ในแก้ว

วิธีทานยา
1. ทานก่อนและหลังอาหารเพียงครั้งละ 1 ช้อน จนกว่าสภาพปอดของคุณจะดีขึ้น

2. แนะนำให้เด็กควรรับประทานยานี้ ก่อนอาหารทุกมื้อ ครั้งละ 1 ช้อนเช่น

หลังจากที่ได้อ่านกันแล้ว ใครที่อยากรักษาอาการหอบหืด หลอดลมอักเสบ ไอและโรคปอด ก็ลองนำวิธีการด้านบนไปปรุงยาตามได้เลยและรับประทานยาตามวิธีการด้านบน หลังจากที่ทานยาอย่างต่อเนื่องแล้วอาการไม่ดีขึ้น แนะนำให้พบแพทย์จะเป็นการดีที่สุด



ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!(Like)